| ดัชนีบทความ |
|---|
| ความเป็นมาของเมืองศรีสะเกษ |
| เมืองศรีนครเขต |
| การตั้งเมืองขุขันธ์ |
| การตั้งเมืองศรีสะเกษ |
| บทสรุป |
| ทุกหน้า |
บทความ พระศรีธรรมนาถมุนี รองเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ
ก่อนจะปริวรรตมาเป็นเมืองศรีสะเกษในปัจจุบัน
การถือกำเนิดเกิดขึ้นของเมืองต่าง ๆ ย่อมมีที่ไปที่มา และเหตุผลที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายในและภายนอกในยุคสมัยนั้น ๆ เช่น การสร้างบ้านแปลงเมือง ก็ย่อมเกิดขึ้นด้วยต้องการอิสรภาพจากระบอบการปกครองเดิม บางครั้งก็เพื่อแสวงหาแหล่งที่อยู่อาศัยอันอุดมสมบูรณ์ในการตั้งถิ่นฐาน แม้แต่การตั้งเมืองนครศรีลำดวน เมืองศรีนครเขต เมืองขุขันธ์ และเมืองเมืองศรีสะเกษ ก็ย่อมไม่หนีกฏเกณฑ์ดังกล่าวนั้น แต่ในการเขียนเรื่องราวของการตั้งเมืองในที่นี่ จะลำดับเรื่องราว และยกมาเพียงบางประเด็นที่สำคัญ ๆ เท่านั้น..
เมืองศรีนครลำดวน
ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ราว พ.ศ.๒๓๐๒ จุลศักราช ๑๑๒๑ ปีเถาะ เอกศก มีเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้เกิดประวัติศาสตร์เชื่อมโยงกันระหว่างกรุงศรีอยุธยากับการตั้งเมืองศรีนครลำดวน พระเจ้าอยู่หัว พระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ หรือพระเจ้าเอกทัศน์ (บางตำราว่า พระที่นั่งสุริยามรินทร์) พระมหากษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งกรุงศรีอยุธยา ก่อนที่กรุงศรีอยุธยาจะเสียอธิปไตยแก่พม่า ครั้งที่ ๒ พ.ศ.๒๓๑๐) มีตำนาน ควรจะเป็นพงศาวดารจะเหมาะกว่าเล่าว่า
พระยาช้างเผือก ซึ่งเป็นช้างทรงคู่พระบารมี ตกมัน แตกปลอกหนีออกจากโรงช้าง เตลิดไปทางทิศบูรพาเข้าเทือกเขาดงพญาไฟ (ดงพญาเย็น) เข้าสู่เขตเมืองพิมาย (นครราชสีมา) พระเจ้าเอกทัศน์ ทรงมีพระกระแสรับสั่งให้สองพี่น้อง คือ นายทองด้วง กับ นายบุญมา (ต่อมานายทองด้วง คือ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑ นายบุญมา คือ สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาท สมเด็จกรมพระราชวังหน้า) ในขณะที่รับราชการเป็นหลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรี พร้อมนายครวญช้าง คุมไพร่พลชายฉกรรจ์จำนวน ๓๐คน ออกติดตามพญาช้างเผือกตามรายทางถึงเมืองพิมาย ได้พบเจ้าเมืองพิมาย ๆ รายงานว่า ที่ดงเชิงเขามีชาวกวย (ส่วย) มีความชำนาญในการจับ การเลี้ยง และคล้องช้างอาศัยอยู่ พวกกวยอาจจะทราบเบาะแสของพญาช้างเผือกก็เป็นได้
สองพี่น้องหลังได้พบและสอบถามชาวกวยแล้ว ทราบว่า พระยาช้างเผือกเชือกนั้น ได้เตลิดหนีผ่านมาทางบ้านหนองกุดหวาย (ปัจจุบันคือ อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์) ได้พบหัวหน้าหมู่บ้านชื่อเชียงสี (ภาษาส่วย เรียก ตากะอาม แปลว่า พ่อครวญช้าง ตากะอาม เป็นผู้ชำนาญในการจับ คล้อง เลี้ยง และฝึกช้างเพื่อใช้งาน) ซึ่งรู้จักภูมิประเทศแถบถิ่นนั้นดี และที่สำคัญชาวส่วยเป็นผู้เชี่ยวชาญไสยศาสตร์คชมนตรากล่อมช้าง เชียงสี ได้ร่วมคณะอาสาออกติดตามพระยาช้างเผือกด้วย จนมาถึงบ้านเมืองทรี (เมืองที) บ้านกุดปะไท ได้เชียงปุ่ม เชียงไชย (เซียงปุ่ม เซียงไซ) ทั้งสองคน ได้ร่วมคณะอาสาติดตามมาถึงบ้านอัจจะปะนึง (บ้านดงยาง) ได้เชียงฆะ ร่วมคณะมาอีกหนึ่งคน จึงมีชาวกวยร่วมคณะทั้งหมด ๔ คน คือ เชียงสี บ้านหนองกุดหวาย เชียงปุ่ม บ้านเมืองทรี เชียงไชย บ้านกุดปะไท และเชียงฆะ บ้านอัจจะปะนึง นอกจากนั้น ยังได้รับความช่วยเหลือจากชาวส่วย เขมร ในท้องถิ่นที่คณะผ่านไปเป็นอย่างดี แต่ก็ยังไม่สามารถจับพระยาช้างเผือกได้ บางครั้งเหมือนกับว่า พระยาช้างเผือกมักมีสัญชาตญาญรู้ล่วงหน้า ทำให้หลุดรอดไปได้ทุกครั้ง
คณะทั้งหมด ติดตามพระยาช้างเผือกมาถึงบ้านปราสาทสี่เหลี่ยมโคกลำดวน ได้พบกับตากจะและเชียงขัน ๆ ได้ร่วมติดตามคณะไปถึงบ้านเขิน แขวงเมืองจำปาสัก (ปัจจุบัน บ้านเขิน หรือบ้านเขื่อนช้าง อำเภอน้ำเกลี้ยง จังหวัดศรีสะเกษ) และสามารถล้อมจับพระยาช้างเผือกได้ที่บ้านเขิน โดยการทำเพนียด สร้างคอก และประกอบพิธีคชศาสตร์ หลังจากนั้น สองพี่น้อง พร้อมด้วยไพร่พล ได้นำพระยาช้างเผือกผ่านมาถึงบ้านโนนสามขา ช้างเกิดล้มป่วยลง บ้านดังกล่าว จึงมีชื่อว่า “บ้านเจียงอี”แปลว่า บ้านช้างป่วย (เจียง แปลว่า ช้าง,อี แปลว่า ป่วย จึงได้สร้างวัดเป็นอนุสรณ์ช้างป่วย ปัจจุบัน คือ วัดเจียงอีศรีมงคลวราราม พระอารามหลวง ตำบลเมืองใต้ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ) เมื่อช้างหายป่วยแล้ว นำไปผูกขังไว้ที่โรงช้างชั่วคราวที่ฝั่งห้วยสำราญ อยู่ด้านทิศเหนือวัดพระโตในปัจจุบัน ต่อมาเจ้าเมืองศรีสะเกษคนแรก (พระยารัตนวงศา - อุ่น) ได้สร้างวัดขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์ ชื่อว่า “วัดโรงช้าง”หรือ “ วัดท่าวิเศษกุญชร” ปัจจุบัน คือ “วัดศรีมิ่งเมือง” ตำบลเมืองเหนือ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ
หลวงยกกระบัตรราชบุรี สองพี่น้อง พร้อมด้วยนายกรมช้าง นายกองคชบาล นายครวญช้าง และไพร่พล ได้นำพระยาช้างเผือกกลับกรุงศรีอยุธยา และได้นำหัวหน้า ส่วย เขมร ป่าดง (เชียงสี เชียงปุ่ม เชียงไชย เชียงฆะ ตากจะและเชียงขัน) เข้าเฝ้าพระเจ้ากรุงศรีอยุธยาด้วย
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระที่นั่งสุริยามรินทร์ พระเจ้ากรุงศรีอยุธยา ได้ทรงทราบเหตุการณ์ทุกอย่าง จากคำกราบบังคมทูลของสองพี่น้อง ทรงโสมนัสยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่เขมร ส่วย ป่าดง ได้ให้การช่วยเหลือทางราชการงานบ้านเมือง จนสามารถตามจับพระยาช้างเผือกได้ในที่สุด ถือว่าทั้งหมด มีความดีความชอบ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ หัวหน้า เขมร ส่วย ป่าดงมีบรรดาศักดิ์ในครั้งนี้ด้วย คือ
๑. ตากจะ หัวหน้าหมู่บ้านปราสาทสี่เหลี่ยมโคกลำดวนเป็น หลวงแก้วสุวรรณ
๒. เชียงขัน ผู้ช่วยตากจะแห่งหมู่บ้านปราสาทสี่เหลี่ยมโคกลำดวน เป็น หลวงปราบ
๓. เชียงปุ่ม หัวหน้าหมู่บ้านเมืองที เป็น หลวงสุรินทร์ภักดี
๔. เชียงฆะ หัวหน้าหมู่บ้านอัจจะปะนึง เป็น หลวงเพชร
๕. เชียงสี หัวหน้าหมู่บ้านหนองกุดหวาย เป็น หลวงศรีนครเตา
ในการพระราชทานบรรดาศักดิ์ แก่คณะผู้ร่วมอาสาติดตามพระยาช้างเผือกในครั้งนั้น ได้ทรงโปรดฯแต่งตั้งและมอบตราตั้งให้เป็นหัวหน้าหมู่บ้านพร้อมกัน แล้วทรงโปรดฯ ให้ขึ้นตรงต่อเมืองพิมาย (นครราชสีมา)
ในศตวรรษที่ ๑๘ หรือ ราว พ.ศ.๑๘๐๐ เมื่อขอมเสื่อมอำนาจลงไป อาณาจักรไทยเริ่มมีอำนาจครอบครองดินแดนเหล่านี้ เช่น ทางเหนือเกิดอาณาจักรสุโขทัย ทางใต้อาณาจักรอยุธยาก็มีความเข้มแข็งขึ้น ทว่า ในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษในปัจจุบัน เคยอยู่ภายใต้ปกครองขอมมาก่อน กลายสภาพเป็นป่าดง ไร้ผู้คนอยู่อาศัย แม้ในยุคกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ยังไม่มีการกล่าวอ้างถึงดินแดนที่ตั้งเมืองศรีสะเกษ ทั้งที่ในแถบถิ่นนี้ ได้เคยมีชุมชนโบราณเข้ามาอาศัยอยู่ก่อนขอมอพยพเข้ามาสร้างเมืองมหานคร (Angkor) เสียอีก
ในสมัยกรุงศรีอยุธยา พ.ศ.๑๙๖๗ สมเด็จพระบรมราชาธิราช ที่ ๒ (เจ้าสามพระยา) ทรงครองราชสมบัติโดยการแย่งชิงระหว่างพี่น้อง คือ เจ้าอ้ายพระยา และเจ้ายี่พระยา ทั้งสองพระองค์สิ้นพระชนม์ ส่วนเจ้าสามพระยา ได้ชัยชนะและครองราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ ๗ ต่อจากสมเด็จพระนครินทราธิราช (พระนครอินทร์) พระราชบิดา สมเด็จพระบรมราชาธิราช ที่ ๒ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ที่ทรงพระปรีชาสามารถในการปกครอง และการรบ ดังกรณี พ.ศ.๑๙๗๔ ที่พระองค์ ทรงยกทัพไปตีกัมพูชา ล้อมเมืองมหานครอยู่ราว ๗ เดือน จึงยึดได้นครวัด นครธม ดังนั้น จะเห็นได้ว่า กัมพูชา ได้ตกอยู่ภายใต้ปกครองของกรุงศรีอยุธยา ซึ่งก็คือตกเป็นประเทศราชของไทยมาตั้งแต่บัดนั้นนอกจากกรุงศรีอยุธยาจะครอบครองดินแดนกัมพูชาดังกล่าวแล้ว ยังครอบครองไปถึงอาณาจักรลาวอีกด้วย (แต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นบางสมัย ที่พระมหากษัตริย์ทรงมีพระบรมเดชานุภาพเข้มแข็ง และแผ่ขยายพระราชอำนาจครอบครองดินแดนต่าง ๆ ที่ห่างไกลออกไป)
พ.ศ.๒๑๐๓ พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช กษัตริย์เชื้อสายอาณาจักรเวียงจันทน์และล้านนา (นพบุรี/นครพิงค์/เชียงใหม่/โยนกนคร) ได้สร้างนครเวียงจันทน์เป็นเมืองหลวงแห่งราชอาณาจักรลาวและได้อัญเชิญพระแก้วมรกตจากเชียงใหม่ ไปประดิษฐานที่หอพระแก้วนครเวียงจันทน์ จากนั้น ราว พ.ศ.๒๓๑๔ ในรัชสมัยพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงมีพระบรมราชโองการให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ทองด้วง) ยกทัพไปช่วยท้าวคำผงน้องชายเจ้าพระวอ (ลูกชายเจ้าพระตา) ที่ถูกกองทัพพระเจ้าสิริบุญสารแห่งเวียงจันทน์ขับไล่โจมตีมาตั้งแต่นครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน หนองบัวลุ่มภูถึงดอนมดแดง (อุบลราชธานี) กองทัพพระเจ้าสิริบุญสาร นำโดย อุปฮาดหำทอง และพญาสุโพ สู้ไม่ได้ ถอนทัพหนีกลับเข้าเวียงจันทน์ สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ ยกทัพตามตีและยึดเวียงจันทน์ได้ พร้อมกันนั้น ได้อัญเชิญ พระแก้วมรกต และ พระบาง ลงไปกรุงธนบุรีในคราวนั่นด้วย ปัจจุบัน พระแก้วมรกต ประดิษฐานอยู่ ณ พระอุโบสถวัดพระแก้ว หรือวัดพระศรีรัตนศาสดาราม กรุงเทพมหานคร
พ.ศ.๒๒๓๓ ทางอาณาจักรนครเวียงจันทน์ เกิดการแย่งชิงอำนาจกันเอง เป็นเหตุให้อาณาจักรแตกออกเป็น ๓ ฝ่าย ต่างประกาศตัวเองเป็นอิสระ ไม่ขั้นแก่กันและกัน คือ ๑. อาณาจักรหลวงพระบาง เป็นลาวฝ่ายเหนือ ๒. อาณาจักรเวียงจันทน์ เป็นลาวกลาง และ ๓. อาณาจักรจำปาสัก เป็นลาวฝ่ายใต้ การแตกแยกกันของอาณาจักรลาวครั้งนั้น ทำให้ชาวลาวแบ่งกันเป็นก๊กเป็นเหล่า ในจำนวนนั้น ได้มีลาวกลุ่มหนึ่ง นำโดยเจ้าราชครูหลวงแห่งวัดโพนสะเม็ก ชานเมืองเวียงจันทน์ ได้พาพระภิกษุสามเณร พร้อมด้วยบริวารอพยพหลบหนีภัยลงไปทางใต้ผ่านทางพระธาตุพนม ได้บูรณะพระธาตุพนมเป็นเวลา ๙ ปี เสร็จแล้ว เดินทางผ่านศรีสะเกษ (มีรายละเอียดแจ้งในประวัติวัดพระโตแล้ว) ไปถึงกัมพูชา พักอยู่ได้ไม่นาน เพราะมีขนบธรรมเนียมประเพณีต่างกัน จึงนำบริวารกลับไปตั้งหลักถาวรอยู่ที่นครจำปาสักจนกระทั่งมรณภาพ
กล่าวถึงฝ่ายลาวใต้ มีนครจำปาสัก เป็นเมืองหลวง ในขณะนั้น ปกครองโดยเจ้านางแพง ๆ สืบอำนาจต่อจากเจ้านางเภาผู้เป็นมารดา ส่วนบิดา คือ เจ้าปางคำ เจ้าลาวฝ่ายเหนือ จากนครเชียงรุ้ง ซึ่งในยุคโน้น นิยมยกย่องสตรีเป็นผู้นำ เรียกว่า เจ้าแม่ หรือเจ้าแม่เมือง โดยนัยนี้ เจ้านางแพง จึงได้รับยกย่องให้เป็นเจ้าแม่เมืองปกครองนครจำปาศักดิ์สืบต่อจากเจ้านางเภาผู้มารดา ฝ่ายเจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก ซึ่งเป็นพระมหาสมณะยอดแก้ว หรือสังฆราชของนครจำปาสัก เป็นพระมหาเถระที่ได้รับการยกย่องเทิดทูนจากราชสำนักและชาวเมืองดุจเทพเจ้า ถึงกับมีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า ญาคูขี้หอม เพราะบำเพ็ญคุณงามความดีแก่บ้านเมืองและประชาชนมากนั่นเอง เจ้านางแพง มีความไว้วางใจเพราะความเคารพต่อเจ้าราชครูหลวง จึงมอบงานบ้านเมืองให้เจ้าราชครูปกครองแทน แต่เจ้าราชครูหลวงเห็นว่า ไม่เหมาะแก่สมณวิสัย จึงให้ไปอัญเชิญเจ้าองค์หน่อจากนครเวียงจันทน์มาเป็นเจ้าครองนครจำปาศักดิ์ มีพระนามว่า เจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทธางกูร
พ.ศ.๒๒๕๗ เจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทธางกูร ได้ปกครองนครจำปาสักแล้ว จึงพยายามสร้างสมบารมีและแสนยานุภาพของตน ไว้ปกกันการรุกรานโจมตีจากสองอาณาจักร คือ หลวงพระบาง และเวียงจันทน์ นอกจากนั้น ยังกะเกณฑ์ให้ชาวเมืองต่าง ๆอันประกอบด้วย เผ่าลาว เผ่าเขมร เผากวย จากเมืองอัตปือแสนปาง ต้องส่งเสบียง ช้าง ม้า แก่เมืองจำปาสักด้วย ทำให้ชาวเมืองเหล่านั้นทนอยู่ต่อไปไม่ไหว จึงอพยพหลบหนีย้ายข้ามโขงเข้ามาตั้งหลักแหล่งสมทบกับพวก เขมร ลาว ส่วย ที่อพยพเข้ามาก่อนหน้านั้นแล้ว บางกลุ่ม ก็แยกตั้งบ้านเมืองเป็นชุมชนของตนเอง บางพวกก็ไปรวมกับชุมชนอื่น ทำให้เกิดการผสมผสานทางชาติพันธุ์ และวัฒนธรรมผสม (เช่น ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์) โดยเฉพาะจังหวัดศรีสะเกษ ทำให้เกิดวัฒนธรรมของชนเผ่า ๔ เผ่า คือ เขมร ส่วย ลาว เยอ มาจนทุกวันนี้
เจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก ได้ขยายอำนาจนครจำปาสัก ๒ แบบ คือ ขยายเมือง และขยายธรรม ขยายเมือง โดยส่งให้ศิษย์ที่มีความรู้ความสามารถจากนครจำปาสักออกไปตั้งบ้านเมือง ขยายธรรมให้ศิษย์ที่ผ่านการบวชเรียนซึ่งส่งออกไปตั้งบ้านแปลงเมือง สร้างวัดวาอารามในที่ที่ตนมีอำนาจครอบครอง เช่น ให้จารย์ฮวด เป็นเจ้าเมืองสี่พันดอน ให้ท้าวมั่น เป็นเจ้าเมืองสาละวัน ให้จารย์เชียง เป็นเจ้าเมืองศรีนครเขต (ศรีสะเกษ) ให้จารย์แก้ว เป็นเจ้าเมืองท่ง (กุลา) เมืองสุวรรณภูมิ เป็นต้น
การเกิดมีเมืองศรีนครเขต จึงเกิดจากการที่เจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็กแห่งนครจำปาศักดิ์ ได้ส่งบรรดาศิษยานุศิษย์ทั้งฝ่ายบรรพชิตและคฤหัสถ์ ผู้เป็นนักปกครอง นักรบ นักปราชญ์ ราชบัณฑิต แยกย้ายกันออกไปสร้างบ้านแปลงเมือง และสร้างวัดวาอาราม เผยแผ่พระพุทธศาสนา ในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษปัจจุบัน ได้มีศิษย์ของเจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็กถูกส่งออกไปสร้างบ้านแปลงเมือง ๒ กลุ่ม คือ
กลุ่มที่ ๑ มีหัวหน้ากลุ่ม ชื่อ ตากจะ และผู้ช่วยหัวหน้ากลุ่ม ชื่อเชียงขัน ไปตั้งหลักแหล่งอยู่ที่บ้านปราสาทสี่เหลี่ยมโคกลำดวน ต่อมายกฐานะขึ้นเป็นนครศรีลำดวน ปัจจุบันคือ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ (ดูตอนตั้งนครศรีลำดวน)
กลุ่มที่ ๒ มีหัวหน้ากลุ่ม ชื่อ จารย์เชียง ไปตั้งเมืองที่บ้านโนนสามขา (พันทา-เจียงอี) ต่อมายกฐานะขึ้นเป็นเมืองศรีนครเขต ปัจจุบัน คือพื้นที่ตัวอำเภอเมืองศรีสะเกษ (ข้อน่าสังเกต ไม่ปรากฏว่าจารย์เชียง มีบรรดาศักดิ์เหมือนหัวหน้ากลุ่มท่านอื่น ๆ) เพื่อให้เป็นเมืองคู่แฝดเหนือ-ใต้แห่งนครจำปาสักนั่นเอง
เมื่อพระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน (ตากจะ) เจ้าเมืองศรีนครลำดวน ถึงแก่กรรม ในปี พ.ศ.๒๓๒๑ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ หลวงปราบ (เชียงขัน) เป็นพระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน และตั้งให้ ท้าวอุ่น เป็นพระภักดีภูธรสงคราม ตำแหน่งปลัดเมืองขุขันธ์
ต่อมาหลวงปราบ (เชียงขัน) ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นพระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน เป็นเจ้าเมืองนครศรีลำดวน ได้ย้ายที่ตั้งเมืองจากที่เดิมมาตั้งที่หนองแตระ เพราะเห็นว่า มีชัยภูมิที่ดีกว่า เนื่องจากมีลำห้วย คูคัน เป็นขอบกั้นตัวเมืองจากข้าศึกได้ดี คำว่า คูคัน อาจเพี้ยนมาเป็น คูขันธ์ และขุขันธ์ บางท่านสันนิษฐานว่า ขุขันธ์ ตั้งตามชื่อของเชียงขัน เจ้าเมืองศรีนครลำดวน และยังมีเหตุผลเกี่ยวกับชื่อเมืองขุขันธ์อีกมากมาย ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้ศึกษาจะต้องศึกษาค้นคว้าหาความกระจ่างแจ้งต่อไป
จาก พ.ศ.๒๓๒๑ เลยมาถึง พ.ศ.๒๓๒๕ ปีขาล จุลศักราช ๑๑๔๔ สมเด็จเจ้าพระยาพระมหากษัตริย์ศึก (ทองด้วง) ได้ปราบดาภิเษกขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ ทรงพระปรมาภิไธยว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ปฐมบรมกษัตริย์ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงสถาปนาเมืองหลวงที่ฝั่งขวาแม่น้ำเจ้าพระยา พระราชทานนามว่า “กรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยา มหาดิลกภพ นพรัตนราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศม์มหาสถาน อมรพิมานอาวตารสถิต สักกทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์” แต่นิยมเรียกสั้นว่า กรุงเทพมหานคร หรือ กรุงรัตนโกสินทร์
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน (เชียงขัน) เป็นพระยาขุขันธ์ภักดี เจ้าเมืองขุขันธ์ และมีใบบอกกราบบังคมทูลขอแต่งตั้ง ท้าวบุญจันทร์ (ลูกเลี้ยง) เป็นพระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน มีตำแหน่งผู้ช่วยเมืองขุขันธ์ ต่อมาทั้งสองคน มีเรื่องบาดหมางกันจากเรื่องส่วนตัว กลายเป็นเรื่องลุกลามใหญ่โต พระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน (บุญจันทร์) ไม่พอใจที่พระยาขุขันธ์ภักดี (เชียงขัน) พ่อเลี้ยงมักกล่าวสักยอกว่าเป็น “ลูกเชลย” ท้าวบุญจันทร์เห็นได้ที จึงมีใบกราบทูลลงไปกรุงเทพว่า พระยาขุขันธ์ภักดี คบคิดกับพวกญวนจะเป็นกบถ (ในขณะนั้น มีพวกพ่อค้าญวนเข้ามาติดต่อซื้อขายวัว ประมาณ ๓๐ คน ได้ไปพบสนทนากับเจ้าเมือง) จึงทรงมีรับสั่งให้นำตัวพระยาขุขันธ์ภักดี ไปสอบสวนที่กรุงเทพ เมื่อสอบสวนได้ความจริงแล้ว จึงทรงรับสั่งให้ลงโทษและขังคุกพระยาขุขันธ์ภักดีไว้ที่กรุงเทพเป็นเวลา ๓ ปี แล้วทรงมีพระบรมราชโองการ ให้ปล่อยตัวกลับไปเมืองขุขันธ์ และต่อมาอีกไม่นานท่านก็ถึงแก่กรรม แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้ พระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน (บุญจันทร์) เป็นพระยาขุขันธ์ภักดี เจ้าเมืองขุขันธ์คนใหม่แทน
ปี พ.ศ.๒๓๒๕ พระภักดีภูธรสงคราม (ท้าวอุ่น) กราบบังคมทูลขอแยกจากเมืองขุขันธ์ไปตั้งเมืองใหม่ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกบ้านโนนสามขา ขึ้นเป็นเมือง “ศรีสะเกศ” ต่อมาถึง พ.ศ.๒๓๒๘ ได้ย้ายเมืองจากบ้านโนนสามขาไปตั้งที่บ้านเจียงอี-พานทา (ปัจจุบันอยู่ที่ตำบลเมืองใต้ อำเภอเมืองศรีสะเกษ)
ลุ พ.ศ.๒๔๓๕ เปลี่ยนชื่อมณฑลอีสาน เป็นมณฑลอุบล มีเมืองขึ้น ๓ เมือง คือ อุบลราชธานี ขุขันธ์ สุรินทร์ ไม่ปรากฏมีชื่อเมืองศรีสะเกษ ตามข้อสันนิษฐานของนักประวัติศาสตร์ต่างเห็นสอดคล้องกันว่า เมืองศรีสะเกษ น่าจะถูกยุบไปรวมกับเมืองขุขันธ์ดังเดิม
พ.ศ.๒๔๔๗ ย้ายเมืองขุขันธ์จากบ้านแตระ (ตำบลห้วยเหนือ อำภอขุขันธ์) มาตั้งที่ตำบลเมืองเก่า (ปัจจุบัน คือ ตำบลเมืองเหนือ อำเภอเมืองศรีสะเกษ) แต่ยังคงใช้ชื่อเมืองขุขันธ์ แล้วให้ยุบเมืองขุขันธ์เป็นอำเภอห้วยเหนือ
พ.ศ.๒๔๕๙ กระทรวงมหาดไทย มีประกาศให้เมืองทุกเมืองเปลี่ยนชื่อเป็นจังหวัด เมืองขุขันธ์ (ห้วยเหนือ) ได้เปลี่ยนชื่อเป็นจังหวัดขุขันธ์ เมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๔๕๙ เปลี่ยนชื่อเจ้าเมือง หรือผู้ว่าราชการเมือง เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด
พ.ศ.๒๔๘๑ มีพระราชกฤษฎีกา เปลี่ยนชื่อจังหวัดขุขันธ์ เป็นจังหวัดศรีสะเกษ มาจนถึงปัจจุบัน
การตั้งเมืองศรีสะเกษ บางส่วนได้กล่าวมาแล้วในตอนว่าด้วยการตั้งเมืองขุขันธ์ ในที่นี้ จะกล่าวเฉพาะเหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวเนืองกันโดยสังเขป พร้อมกันนี้ จะได้นำตำนานอันว่าด้วยชื่อ “ศรีสะเกษ” มารวมลงไว้ เพื่อเป็นแนวคิด ของผู้ประสงค์จะสืบค้นหาหลักฐาน เหตุผลและความกระจ่างชัดต่อไป
พ.ศ.๒๓๒๕ พระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน (เชียงขัน) ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นพระยาขุขันธ์ภักดี และกราบทูลขอพระกรุณาฯให้ท้าวบุญจันทร์ ลูกเลี้ยง ซึ่งติดมากับภรรยาม่ายชาวลาว เป็นพระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน ด้วยเหตุที่ พระยาขุขันธ์ภักดี มักจะพูดสัพยอกกับลูกเลี้ยงว่า “ลูกเชลย” จนติดปาก ทั้งนี้ น่าจะเป็นการพูดด้วยความรักเอ็นดูเสียมากกว่า ในที่สุด พระยาขุขันธ์ภักดี ก็พูดด้วยความพลั้งเผลอต่อหน้าบริวารว่าท้าวบุญจันทร์ เป็นลูกเชลย เป็นเหตุให้พระยาไกรภักดีฯ ผูกใจเจ็บแค้น และคอยรอโอกาสที่จะแก้แค้นพ่อเลี้ยงอยู่ตลอดเวลา
ต่อมาพระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน (บุญจันทร์) ได้โอกาสในขณะที่พวกพ่อค้าชาวญวน (แกว) ประมาณ ๓๐ คน เข้ามาติดต่อค้าขายวัว เข้ามาขอพบเจ้าเมือง ๆ จึงจัดให้พักอยู่ที่บ้านพัก ซึ่งไม่ห่างจากบ้านพักเจ้าเมืองเท่าไรนัก จึงกล่าวโทษว่า พระยาขุขันธ์ภักดี มีใจออกห่าง สมคบกับพวกญวนคิดก่อการกบถต่อกรุงเทพมหานคร
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุ ฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพนักงานนำตัวพระยาขุขันธ์ภักดี ลงไปสอบสวนที่กรุงเทพฯ เมื่อได้ความจริงตามข้อกล่าวหา ทรงให้จำคุกไว้ที่กรุงเทพฯ และทรงแต่งตั้งให้ท้าวบุญจันทร์ หรือ พระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน เป็นเจ้าเมืองขุขันธ์แทนหลังจากจำคุกพระยาขุขันธ์ภักดี (เชียงขัน) เป็นเวลา ๓ ปี แล้ว ทรงพระกรุณาโปรดฯให้ปล่อยตัวกลับไปยังเมืองขุขันธ์ ท่านอยู่ต่อมาอีกประมาณ ๓ ปี ก็ถึงแก่กรรม
พ.ศ.๒๓๒๕ พระภูธรภักดีสงคราม (อุ่น) ปลัดเมืองขุขันธ์ เกิดความไม่สบายใจ ต่อกรณีที่พระยาขุขันธ์ภักดีกับพระยาไกรภักดีศรีนครลำดวนทะเลาะกัน จึงกราบบังคมทูลขอย้ายจากเมืองขุขันธ์ไปตั้งเมืองใหม่ ทรงพระกรุณาโปรดฯ ให้ยกฐานะบ้านโนนสามขา สระกำแพง ขึ้นเป็นเมือง “ศรีสะเกศ” และให้ พระภูธรภักดีสงคราม (อุ่น) เป็น พระยารัตนวงศา เจ้าเมืองศรีสะเกษ คนแรก ขึ้นตรงต่อเมืองนครราชสีมา ระหว่างนั้น เมืองขุขันธ์ กับเมืองศรีสะเกศ ต่างมีศักดิ์ศรีเท่ากัน มีอิสระในการปกครอง เสมือนเป็นเมืองคู่แฝด ซึ่งก็มีบางครั้งก็สงบ บางคราวก็ขัดแย้งกันบ้าง ถือว่า เป็นเรื่องปกติทั่วไปของบ้านเมือง ไม่ว่าทุกใดสมัยใด ก็ไม่แตกต่างกัน
พ.ศ.๒๓๒๖ พระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน (บุญจันทร์) สู้ศึกเจ้าเมืองนัน แต่สู้ไม่ได้ จึงหนีไปอยู่เมืองสังฆะ (อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์) ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ข้าหลวงคุมกำลังไปจับเจ้าเมืองนัน พาตัวลงไปกรุงเทพ
พ.ศ.๒๓๒๘ พระยารัตนวงศา (อุ่น) ถึงแก่กรรม จึงโปรดเกล้าฯให้พระพรหมภักดี (ชม) บุตรพระยารัตนวงศา เป็น พระยาวิเศษภักดี เจ้าเมืองศรีสะเกษแทน นับเป็นเจ้าเมืองศรีสะเกษ คนที่ ๒ ต่อมาได้ย้ายเมืองจากบ้านโนนสามขา สระกำแพง มาตั้ง ณ ฝั่งห้วยสำราญ บริเวณที่ตั้งศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษในปัจจุบัน ซึ่งเดิมเคยเป็นสถานที่ที่ตั้งวัดท่าเหนือ หรือวัดท่าสำราญ ที่ร้างไปนานแล้ว แต่ยังมีต้นโพธิ์ปรากฏให้เห็นอยู่ทุกวันนี้
จากตำนานและประวัติคัดย่อบางส่วน ที่เกี่ยวข้องกันระหว่างเมืองขุขันธ์กับเมืองศรีสะเกษ แสดงถึงรากฐานและกำเนิดเดียวกัน กาลเวลาคือกงล้อแห่งประวัติศาสตร์ ที่หมุนไปตามกระแสโลกาภิวัฒน์ ผืนดินแผ่นนี้ คือ มรดกล้ำค่าของบรรพชน ผู้เสียสละ ผู้กล้าหาญ และผู้ฉลาดปราดเปรื่องในอดีตทุกท่าน ได้สร้างบ้านแปลงเมือง ตั้งแต่ยุคนครศรีลำดวน ศรีนครเขต เมืองขุขันธ์ เมืองศรีสะเกษ ให้แก่ลูก หลาน เหลน โหลนได้มีแผ่นดินที่อยู่อาศัย และยึดเป็นเรือนตายในบั้นปลายชีวิตตราบเท่าทุกวันนี้..
เมืองนครศรีลำดวน เมืองศรีนครเขต เมืองขุขันธ์ เมืองศรีสะเกษ เป็นเมืองที่เกิดขึ้นโดยการรวมกลุ่มชนชาติพันธุ์ ๔ สาย คือ เขมร ลาว ส่วย เยอ ทั้งที่เป็นเผ่าชนดั้งเดิม และเผ่าชนที่อพยพเข้ามาจากเมืองเวียงจันทน์ เมืองจำปาสัก และเมืองอัตปือแสนปาง ทั้งหมดนั้นได้สร้างบ้านแปลงเมือง จัดรูปแบบการปกครองให้เป็นระเบียบแบบแผนที่วิวัฒนาการมาจากขนบธรรมเนียมของฝ่ายลาว ครั้นเข้ามาอยู่ในการปกครองของไทย ภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริยาธิราชเจ้า แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ก็ได้จัดรูปแบบการปกครองให้เป็นระเบียบแบบแผนอนุวัตรตามพระราชประสงค์ทุกประการ โดยได้รับพระมหากรุณาโปรดให้ เมืองขุขันธ์ เมืองศรีสะเกษ เมืองสุรินทร์ เมืองสังขะ เมืองรัตนบุรี เมืองบุรีรัมย์ เมืองนครราชสีมา และเมืองขึ้นตรงกับเมืองเหล่านี้ จัดรูปแบบการปกครองแบบจตุสดมภ์ ตามที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระมหากษัตริยาธิราชแห่งกรุงศรีอยุธยาทรงกำหนดไว้ ๔ ลำดับ คือ
๑. เจ้าเมือง
๒. ปลัดเมือง
๓. ยกกระบัตรเมือง และ
๔.ผู้ช่วยเมือง
ส่วนหัวเมืองอื่น ๆ เช่นเมืองอุบลราชธานี เมืองยศสุนทร (ยโสธร) เมืองนครพนม เป็นต้น แม้จะขึ้นอยู่ภายใต้การปกครองของไทยแล้ว เบื้องต้น ยังคงยึดถือระเบียบแบบแผนการปกครองแบบเวียงจันทน์ คือ แบบจตุพพิธาญา แบบอาญาสี่ (อาชญาสี่ ก็เรียก) ได้แก่
๑. เจ้าเมือง
๒.อุปฮาด
๓. ราชวงศ์ และ
๔.ราชบุตร
นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงปฏิรูปการปกครองบ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่นอย่างเดียวกันทั่วพระราชอาณาจักรแล้ว ประเทศสยามถือว่าเป็นเอกรัฐโดยสมบูรณ์ทุกประการ..ฯ
แก้ไขล่าสุด (วันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2009 เวลา 22:52 น.)
Comments