Joomla TemplatesWeb HostingWeb Hosting

Home สฺวาคตนฺเต ประวัติเมืองศรีสะเกษ

ความเป็นมาของเมืองศรีสะเกษ

ความเป็นมาของเมืองศรีสะเกษ - การตั้งเมืองศรีสะเกษ

ดัชนีบทความ
ความเป็นมาของเมืองศรีสะเกษ
เมืองศรีนครเขต
การตั้งเมืองขุขันธ์
การตั้งเมืองศรีสะเกษ
บทสรุป
ทุกหน้า
การตั้งเมืองศรีสะเกษ

การตั้งเมืองศรีสะเกษ บางส่วนได้กล่าวมาแล้วในตอนว่าด้วยการตั้งเมืองขุขันธ์ ในที่นี้ จะกล่าวเฉพาะเหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวเนืองกันโดยสังเขป พร้อมกันนี้ จะได้นำตำนานอันว่าด้วยชื่อ ศรีสะเกษ มารวมลงไว้ เพื่อเป็นแนวคิด ของผู้ประสงค์จะสืบค้นหาหลักฐาน เหตุผลและความกระจ่างชัดต่อไป

พ.ศ.๒๓๒๕ พระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน (เชียงขัน) ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นพระยาขุขันธ์ภักดี และกราบทูลขอพระกรุณาฯให้ท้าวบุญจันทร์ ลูกเลี้ยง ซึ่งติดมากับภรรยาม่ายชาวลาว เป็นพระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน ด้วยเหตุที่ พระยาขุขันธ์ภักดี มักจะพูดสัพยอกกับลูกเลี้ยงว่า ลูกเชลย จนติดปาก ทั้งนี้ น่าจะเป็นการพูดด้วยความรักเอ็นดูเสียมากกว่า ในที่สุด พระยาขุขันธ์ภักดี ก็พูดด้วยความพลั้งเผลอต่อหน้าบริวารว่าท้าวบุญจันทร์ เป็นลูกเชลย เป็นเหตุให้พระยาไกรภักดีฯ ผูกใจเจ็บแค้น และคอยรอโอกาสที่จะแก้แค้นพ่อเลี้ยงอยู่ตลอดเวลา

ต่อมาพระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน (บุญจันทร์) ได้โอกาสในขณะที่พวกพ่อค้าชาวญวน (แกว) ประมาณ ๓๐ คน เข้ามาติดต่อค้าขายวัว เข้ามาขอพบเจ้าเมือง ๆ จึงจัดให้พักอยู่ที่บ้านพัก ซึ่งไม่ห่างจากบ้านพักเจ้าเมืองเท่าไรนัก จึงกล่าวโทษว่า พระยาขุขันธ์ภักดี มีใจออกห่าง สมคบกับพวกญวนคิดก่อการกบถต่อกรุงเทพมหานคร

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุ ฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพนักงานนำตัวพระยาขุขันธ์ภักดี ลงไปสอบสวนที่กรุงเทพฯ เมื่อได้ความจริงตามข้อกล่าวหา ทรงให้จำคุกไว้ที่กรุงเทพฯ และทรงแต่งตั้งให้ท้าวบุญจันทร์ หรือ พระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน เป็นเจ้าเมืองขุขันธ์แทนหลังจากจำคุกพระยาขุขันธ์ภักดี (เชียงขัน) เป็นเวลา ๓ ปี แล้ว ทรงพระกรุณาโปรดฯให้ปล่อยตัวกลับไปยังเมืองขุขันธ์ ท่านอยู่ต่อมาอีกประมาณ ๓ ปี ก็ถึงแก่กรรม

พ.ศ.๒๓๒๕ พระภูธรภักดีสงคราม (อุ่น) ปลัดเมืองขุขันธ์ เกิดความไม่สบายใจ ต่อกรณีที่พระยาขุขันธ์ภักดีกับพระยาไกรภักดีศรีนครลำดวนทะเลาะกัน จึงกราบบังคมทูลขอย้ายจากเมืองขุขันธ์ไปตั้งเมืองใหม่ ทรงพระกรุณาโปรดฯ ให้ยกฐานะบ้านโนนสามขา สระกำแพง ขึ้นเป็นเมือง ศรีสะเกศ และให้ พระภูธรภักดีสงคราม (อุ่น) เป็น พระยารัตนวงศา เจ้าเมืองศรีสะเกษ คนแรก ขึ้นตรงต่อเมืองนครราชสีมา ระหว่างนั้น เมืองขุขันธ์ กับเมืองศรีสะเกศ ต่างมีศักดิ์ศรีเท่ากัน มีอิสระในการปกครอง เสมือนเป็นเมืองคู่แฝด ซึ่งก็มีบางครั้งก็สงบ บางคราวก็ขัดแย้งกันบ้าง ถือว่า เป็นเรื่องปกติทั่วไปของบ้านเมือง ไม่ว่าทุกใดสมัยใด ก็ไม่แตกต่างกัน

พ.ศ.๒๓๒๖ พระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน (บุญจันทร์) สู้ศึกเจ้าเมืองนัน แต่สู้ไม่ได้ จึงหนีไปอยู่เมืองสังฆะ (อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์) ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ข้าหลวงคุมกำลังไปจับเจ้าเมืองนัน พาตัวลงไปกรุงเทพ

พ.ศ.๒๓๒๘ พระยารัตนวงศา (อุ่น) ถึงแก่กรรม จึงโปรดเกล้าฯให้พระพรหมภักดี (ชม) บุตรพระยารัตนวงศา เป็น พระยาวิเศษภักดี เจ้าเมืองศรีสะเกษแทน นับเป็นเจ้าเมืองศรีสะเกษ คนที่ ๒ ต่อมาได้ย้ายเมืองจากบ้านโนนสามขา สระกำแพง มาตั้ง ณ ฝั่งห้วยสำราญ บริเวณที่ตั้งศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษในปัจจุบัน ซึ่งเดิมเคยเป็นสถานที่ที่ตั้งวัดท่าเหนือ หรือวัดท่าสำราญ ที่ร้างไปนานแล้ว แต่ยังมีต้นโพธิ์ปรากฏให้เห็นอยู่ทุกวันนี้

จากตำนานและประวัติคัดย่อบางส่วน ที่เกี่ยวข้องกันระหว่างเมืองขุขันธ์กับเมืองศรีสะเกษ แสดงถึงรากฐานและกำเนิดเดียวกัน กาลเวลาคือกงล้อแห่งประวัติศาสตร์ ที่หมุนไปตามกระแสโลกาภิวัฒน์ ผืนดินแผ่นนี้ คือ มรดกล้ำค่าของบรรพชน ผู้เสียสละ ผู้กล้าหาญ และผู้ฉลาดปราดเปรื่องในอดีตทุกท่าน ได้สร้างบ้านแปลงเมือง ตั้งแต่ยุคนครศรีลำดวน ศรีนครเขต เมืองขุขันธ์ เมืองศรีสะเกษ ให้แก่ลูก หลาน เหลน โหลนได้มีแผ่นดินที่อยู่อาศัย และยึดเป็นเรือนตายในบั้นปลายชีวิตตราบเท่าทุกวันนี้..



แก้ไขล่าสุด (วันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2009 เวลา 22:52 น.)