๑๐. เน้นค่าปฏิสันถาร
คำว่า “ ปฏิสันถาร ” ได้แก่การต้อนรับ หรือการรับแขก เวลาส่วนใหญ่ของผู้หลักผู้ใหญ่อยู่ที่การต้อนรับแขก การคุย การเจรจา ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ นักธุรกิจ หรือแม้แต่ทางธรรม พระภิกษุสงฆ์ก็เช่นเดียวกัน
การต้อนรับต้องใช้ศิลปะมากมาย และใช้ความอดทนอย่างมาก เพราะคนแต่ละคนมีอารมณ์แตกต่างกัน แม้จะไม่มีอารมณ์อยากจะพบใคร เมื่อแขกมา ก็ต้องอดทน ถือตามใจตัวเองไม่ได้ ต้องถือตามใจผู้อื่น ทุกคนที่มาเยี่ยม มาหาต่างก็อยากเป็นคนสำคัญ ฉะนั้น ในวันนั้นแม้จะต้อนรับแขกไปแล้ว ๙๙ คน แล้วมีคนที่ ๑๐๐ มา เขาก็คาดหวังให้เราต้อนรับอย่างดีด้วยความเบิกบานแจ่มใส
เมื่อต้องต้อนรับแขก ต้องถือตามแขกเป็นหลัก ถือตามอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ต้องอดทนให้มาก งานที่ต้องพบกับคน เป็นงานที่อ่อนไหว ละเอียดอ่อน คนที่อะไรนิด ๆ หน่อย ๆ ก็ไม่พอใจ ที่เรียกกันว่า sensitive ย่อมไม่อาจจะผูกมิตรกับผู้มาเยือนได้ ในทางกลับกัน ถ้าให้การต้อนรับดี ย่อมได้มิตร ได้กำลังมาช่วยมหาศาล เพราะแขกจะนำข้อมูลข่าวสารและสิ่งอื่นมาให้กับเรา ถ้าพูดเป็น รู้จักจับประเด็นให้ดี จะได้ความรู้มาก สะกิดให้ถูกจุด คุยให้ถูกประเด็น จะได้สิ่งต่าง ๆ มาจากการคุยกับแขกนั้นเอง โบราณบอกว่า “ คุยกับบัณฑิต แม้เพียงคนเดียว แค่วันเดียว ได้ความรู้มากกว่าเรียนหนังสือเป็นปี ” นั่นก็เพราะประสบการณ์ที่เขาเล่าให้ฟัง ผ่านการกลั่นมาแล้ว ผ่านการหล่อหลอมสรุปรวมมาแล้ว
ผู้หลักผู้ใหญ่คนบางคนไม่รู้ว่า เพราะอะไรอื่นจึงโกรธเรา ทั้งที่เราทำดีด้วยทุกอย่าง เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อย ๆ ก็ยิ่งมีศัตรูเพิ่มมากขึ้น ต่อมาภายหลังจึงรู้ว่า ลูกน้องปากไม่ดี เวลานายไม่อยู่ ลูกน้องก็พูดจาห้วน ๆ “ นายไม่อยู่ มาใหม่วันหลัง ” หรือ “ หลวงพ่อไม่อยู่ ค่อยมาใหม่ ” เก้าอี้ก็ไม่ยอมให้นั่ง น้ำซักแก้วก็ไม่ยอมให้ดื่ม
คนเราเวลาตัดสินอะไร มักจะใช้หลัก ๒ อย่างคือ เหตุผลและอารมณ์ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้จะตีคู่กันเสมอ แต่คนส่วนใหญ่มักใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล เช่น เวลาไปหาเจ้าอาวาส ซึ่งท่านเป็นคนใจดี แต่ลูกศิษย์หรือเลขาท่านเป็นคน “ พูดไม่ดี ” ก็จะพลอยเคืองเจ้าอาวาสไปด้วย หรือบางทีก็พาลโกรธวัด จนไม่มาวัดอีกเลย ทั้งที่เจ้าอาวาสไม่ได้อยากให้เป็นเช่นนั้น
เจ้าคุณอาจารย์ เป็นพระเถระที่ให้ความสำคัญเรื่องการปฏิสันถาร หรือการต้อนรับอย่างยิ่ง ท่านบอกพระเณรเสมอ ๆ ว่า “ แขกไป ไทยมา ก็ให้มีอัธยาศัยพูดจาทักทาย เขาต้องการอะไร เขาต้องการมาพบใคร ก็แนะนำให้ความช่วยเหลือเขา อย่าสักแต่ว่าชี้โบ้ชี้เบ้ ”
มีหลายครั้งเหมือนกันที่เข้าไปในวัด (บางแห่ง) พระเณรไม่มีอัธยาศัย เวลาถามอะไรก็พูดจาห้วน ๆ “ ไม่รู้, ไม่อยู่, มีเรื่องอะไร, มาทำไม ” เป็นต้น ลักษณะเช่นนี้บ่งถึงการขาดขาดการอบรมสั่งสอนเรื่องการต้อนรับที่ดี
การพบกันครั้งแรก เป็นการพบกันที่มีค่ามาก ถ้าหากต้อนรับดี มาแล้วก็อยากมาอีก แต่ถ้าต้อนรับไม่ดี ก็จะมาครั้งแรกและครั้งเดียวเท่านั้น
เจ้าคุณอาจารย์เน้นเรื่องการปฏิสันถาร หรือการต้อนรับมาก เมื่อครั้งที่ผู้เขียนได้มีโอกาสอยู่ปรนนิบัติสนองงาน ท่านจะสอนเสมอว่า “ ให้สอดส่อง เอาใจใส่แขกผู้มาเยี่ยมเยียน ไม่ว่าจะเป็นพระเป็นโยม ก็เอาใจใส่ หาน้ำ หาเครื่องดื่มต้อนรับ อย่าให้เขาดูถูกได้ ”
เจ้าคุณอาจารย์จะต้อนรับแขกในที่แจ้ง ที่โล่ง ที่มีคนเห็นและได้ยินการสนทนา ท่านจะไม่รับแขกในที่มิดชิด ที่คนอื่นมองไม่เห็นและไม่ได้ยินการสนทนา ท่านสอนพระเณรเสมอว่า “ พระเณรเรานั้นยิ่งเปิดเผยยิ่งสว่าง ยิ่งเห็นชัด ยิ่งปลอดภัยแก่สมณะเพศ ” ที่ท่านสอนเช่นนี้ ก็เพื่อป้องกันอันตรายต่าง ๆ ที่จะเกิดแก่สมณะเพศ
ในการต้อนรับแขกหรืออาคันตุกะ เจ้าคุณอาจารย์จะต้อนรับด้วยความเต็มใจ ถ้าหากแขกผู้มาเยือน ต้องการพักอาศัยค้างคืนที่วัด เจ้าคุณอาจารย์ก็จะจัดการสถานที่และเครื่องใช้ให้อย่างเหมาะสม บางครั้งมีคณะยาติโยมจากต่างจังหวัดมาขอพักค้างคืนที่วัดเป็นจำนวนเป็นร้อย เจ้าคุณอาจารย์ก็จะให้พระเณรจัดเตรียมสถานที่และของใช้ให้อย่างเรียบร้อย
แก้ไขล่าสุด (วันพฤหัสบดีที่ 03 กันยายน 2009 เวลา 13:18 น.)