Joomla TemplatesWeb HostingWeb Hosting

Home สฺวาคตนฺเต ธีรังกุรปฏิปทา

ปฏิปทาพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ฯ

ปฏิปทาพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ฯ - เน้นค่าปฏิสันถาร

ดัชนีบทความ
ปฏิปทาพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ฯ
หลัก “ธีรังกุรปฏิปทา”
เมตตาธรรมล้ำเลิศ
ประเสริฐด้วยทานบารมี
กตัญญูกตเวทีนำหน้า
รักษาสืบสานวัฒนธรรมประเพณี
มีความทรงจำเป็นเลิศ
ประเสริฐด้วยจริยาบริหาร
การศึกษาดีเยี่ยม
เปี่ยมด้วยขันติธรรม
เลิศล้ำด้วยสมานัตตตา
เน้นค่าปฏิสันถาร
มุ่งการพัฒนา
รักษาต้นไม้และสิ่งแวดล้อม
ถึงพร้อมด้วยพระธรรมวินัย
ใส่ใจบริวาร
การงานทุ่มเท
ทุกหน้า

๑๐. เน้นค่าปฏิสันถาร

        คำว่า ปฏิสันถาร ได้แก่การต้อนรับ หรือการรับแขก เวลาส่วนใหญ่ของผู้หลักผู้ใหญ่อยู่ที่การต้อนรับแขก การคุย การเจรจา ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ นักธุรกิจ หรือแม้แต่ทางธรรม พระภิกษุสงฆ์ก็เช่นเดียวกัน

        การต้อนรับต้องใช้ศิลปะมากมาย และใช้ความอดทนอย่างมาก เพราะคนแต่ละคนมีอารมณ์แตกต่างกัน แม้จะไม่มีอารมณ์อยากจะพบใคร เมื่อแขกมา ก็ต้องอดทน ถือตามใจตัวเองไม่ได้ ต้องถือตามใจผู้อื่น ทุกคนที่มาเยี่ยม มาหาต่างก็อยากเป็นคนสำคัญ ฉะนั้น ในวันนั้นแม้จะต้อนรับแขกไปแล้ว ๙๙ คน แล้วมีคนที่ ๑๐๐ มา เขาก็คาดหวังให้เราต้อนรับอย่างดีด้วยความเบิกบานแจ่มใส

        เมื่อต้องต้อนรับแขก ต้องถือตามแขกเป็นหลัก ถือตามอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ต้องอดทนให้มาก งานที่ต้องพบกับคน เป็นงานที่อ่อนไหว ละเอียดอ่อน คนที่อะไรนิด ๆ หน่อย ๆ ก็ไม่พอใจ ที่เรียกกันว่า sensitive ย่อมไม่อาจจะผูกมิตรกับผู้มาเยือนได้ ในทางกลับกัน ถ้าให้การต้อนรับดี ย่อมได้มิตร ได้กำลังมาช่วยมหาศาล เพราะแขกจะนำข้อมูลข่าวสารและสิ่งอื่นมาให้กับเรา ถ้าพูดเป็น รู้จักจับประเด็นให้ดี จะได้ความรู้มาก สะกิดให้ถูกจุด คุยให้ถูกประเด็น จะได้สิ่งต่าง ๆ มาจากการคุยกับแขกนั้นเอง โบราณบอกว่า คุยกับบัณฑิต แม้เพียงคนเดียว แค่วันเดียว ได้ความรู้มากกว่าเรียนหนังสือเป็นปี นั่นก็เพราะประสบการณ์ที่เขาเล่าให้ฟัง ผ่านการกลั่นมาแล้ว ผ่านการหล่อหลอมสรุปรวมมาแล้ว

        ผู้หลักผู้ใหญ่คนบางคนไม่รู้ว่า เพราะอะไรอื่นจึงโกรธเรา ทั้งที่เราทำดีด้วยทุกอย่าง เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อย ๆ ก็ยิ่งมีศัตรูเพิ่มมากขึ้น ต่อมาภายหลังจึงรู้ว่า ลูกน้องปากไม่ดี เวลานายไม่อยู่ ลูกน้องก็พูดจาห้วน ๆ นายไม่อยู่ มาใหม่วันหลัง หรือ หลวงพ่อไม่อยู่ ค่อยมาใหม่ เก้าอี้ก็ไม่ยอมให้นั่ง น้ำซักแก้วก็ไม่ยอมให้ดื่ม

        คนเราเวลาตัดสินอะไร มักจะใช้หลัก ๒ อย่างคือ เหตุผลและอารมณ์ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้จะตีคู่กันเสมอ แต่คนส่วนใหญ่มักใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล เช่น เวลาไปหาเจ้าอาวาส ซึ่งท่านเป็นคนใจดี แต่ลูกศิษย์หรือเลขาท่านเป็นคน พูดไม่ดี ก็จะพลอยเคืองเจ้าอาวาสไปด้วย หรือบางทีก็พาลโกรธวัด จนไม่มาวัดอีกเลย ทั้งที่เจ้าอาวาสไม่ได้อยากให้เป็นเช่นนั้น

        เจ้าคุณอาจารย์ เป็นพระเถระที่ให้ความสำคัญเรื่องการปฏิสันถาร หรือการต้อนรับอย่างยิ่ง ท่านบอกพระเณรเสมอ ๆ ว่า แขกไป ไทยมา ก็ให้มีอัธยาศัยพูดจาทักทาย เขาต้องการอะไร เขาต้องการมาพบใคร ก็แนะนำให้ความช่วยเหลือเขา อย่าสักแต่ว่าชี้โบ้ชี้เบ้

        มีหลายครั้งเหมือนกันที่เข้าไปในวัด (บางแห่ง) พระเณรไม่มีอัธยาศัย เวลาถามอะไรก็พูดจาห้วน ๆ ไม่รู้, ไม่อยู่, มีเรื่องอะไร, มาทำไม เป็นต้น ลักษณะเช่นนี้บ่งถึงการขาดขาดการอบรมสั่งสอนเรื่องการต้อนรับที่ดี

        การพบกันครั้งแรก เป็นการพบกันที่มีค่ามาก ถ้าหากต้อนรับดี มาแล้วก็อยากมาอีก แต่ถ้าต้อนรับไม่ดี ก็จะมาครั้งแรกและครั้งเดียวเท่านั้น

        เจ้าคุณอาจารย์เน้นเรื่องการปฏิสันถาร หรือการต้อนรับมาก เมื่อครั้งที่ผู้เขียนได้มีโอกาสอยู่ปรนนิบัติสนองงาน ท่านจะสอนเสมอว่า ให้สอดส่อง เอาใจใส่แขกผู้มาเยี่ยมเยียน ไม่ว่าจะเป็นพระเป็นโยม ก็เอาใจใส่ หาน้ำ หาเครื่องดื่มต้อนรับ อย่าให้เขาดูถูกได้

เจ้าคุณอาจารย์จะต้อนรับแขกในที่แจ้ง ที่โล่ง ที่มีคนเห็นและได้ยินการสนทนา ท่านจะไม่รับแขกในที่มิดชิด ที่คนอื่นมองไม่เห็นและไม่ได้ยินการสนทนา ท่านสอนพระเณรเสมอว่า พระเณรเรานั้นยิ่งเปิดเผยยิ่งสว่าง ยิ่งเห็นชัด ยิ่งปลอดภัยแก่สมณะเพศ ที่ท่านสอนเช่นนี้ ก็เพื่อป้องกันอันตรายต่าง ๆ ที่จะเกิดแก่สมณะเพศ

        ในการต้อนรับแขกหรืออาคันตุกะ เจ้าคุณอาจารย์จะต้อนรับด้วยความเต็มใจ ถ้าหากแขกผู้มาเยือน ต้องการพักอาศัยค้างคืนที่วัด เจ้าคุณอาจารย์ก็จะจัดการสถานที่และเครื่องใช้ให้อย่างเหมาะสม บางครั้งมีคณะยาติโยมจากต่างจังหวัดมาขอพักค้างคืนที่วัดเป็นจำนวนเป็นร้อย เจ้าคุณอาจารย์ก็จะให้พระเณรจัดเตรียมสถานที่และของใช้ให้อย่างเรียบร้อย



แก้ไขล่าสุด (วันพฤหัสบดีที่ 03 กันยายน 2009 เวลา 13:18 น.)