๒. ประเสริฐด้วยทานบารมี
โบราณท่านกล่าวเอาไว้อย่างน่าคิดว่า “ อย่าทำทานเพื่อเอาหน้า อย่าภาวนาเพื่อหาลาภ ” นับว่าเป็นคำสอนที่ทำให้ตระหนักถึงเป้าหมายที่แท้จริง คือเป็นคำสอนที่เน้นให้ตั้งจิตใจอย่างถูกต้องตรงเป้าหมายที่จะทำอย่างแท้จริง อย่าสักแต่ว่าทำเท่านั้น!
ในปัจจุบัน การทำทานรูปแบบต่าง ๆ มีเป้าหมายที่ผิดเพี้ยนไปจากเดิมมาก จึงเห็นทานเพื่อการตอบแทน ทานเพื่อรักษามิตรภาพ ทานเพื่อเอาหน้า เป็นต้น เวลาไปทำบุญบริจาคทาน ก็จำเป็นต้องให้กับมือเจ้าภาพ ต้องให้ประกาศชื่อเสียงเรียงนามให้ผู้อื่นรู้ด้วย
คำว่า “ ทาน ” คือการให้ หรือการแบ่งปัน ชาวพุทธเราต่างรู้และเข้าใจกันเป็นอย่างดี และต่างก็ยึดถือและปฏิบัติกันด้วยดีเสมอมา ถือเป็นวิถีชีวิตอย่างหนึ่งของสังคมไทยเรา
ชาวพุทธเราส่วนมากรู้จักทาน แต่ไม่เข้าใจทาน คือรู้จักแต่ “ ทานมัย ” หมายความว่าชาวพุทธเรารู้จักการให้ การแบ่งปัน แต่ไม่เข้าใจว่าการให้การแบ่งปันเช่นไรมีคุณประโยชน์มาก มีอานิสงส์มาก ทั้งชาวพุทธส่วนมากพากันยึดถือปฏิบัติในทานมัยมากกว่าหลักพระธรรมคำสอนเสียอีก จนพากันลืมหลักบุญกิริวัตถุข้ออื่น ๆ เสียหมด ฉะนั้น เราจึงพบเห็นได้ว่า ในงานทำบุญทำทานต่าง ๆ มือที่หยิบยื่นปัจจัยบริจาคทาน ก็เป็นมือเดียวกันกับมือที่ใช้หยิบแก้วเหล้า แก้วเบียร์ขึ้นดื่ม ในงานเดียวกันนั่นแหละ ลักษณะเช่นนี้ก็ขาด “ ศีลมัย ” บางคนเมาแล้วก็นั่งโหวกเหวกโวยวายแข่งกับพระเทศน์บ้าง พระสวดบ้าง ลักษณะเช่นนี้นับว่าขาด “ ภาวนามัย ” แล้วอย่างนี้มันจะได้บุญหรือได้บาปกันแน่ เห็นแล้วมันน่าเศร้าใจจริง ๆ
เจ้าคุณอาจารย์เป็นพระเถระที่ไม่สะสมปัจจัย หลายคนหลายท่านอาจจะคิดว่าท่านมีเงินฝากธนาคารเป็นล้าน แต่ความเป็นจริงแล้วท่านเก็บไว้เพียงพอกับการใช้จ่ายส่วนตัวเท่านั้น ส่วนปัจจัยที่ท่านได้มาจากกิจนิมนต์หรือปัจจัยที่มีคนถวาย ท่านก็จะนำไปใช้จ่ายในการพัฒนาวัดวาอารามและสงเคราะห์ศิษย์และผู้สนองงานต่าง ๆ
ยิ่งถ้าหากที่วัดมีการก่อสร้าง เจ้าคุณอาจารย์จะทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ ไปกิจนิมนต์ได้ปัจจัยมาท่านก็จะนำไปใช้จ่ายในการก่อสร้างนั้น ๆ โดยไม่เก็บไว้ส่วนตัวเลยก็มี จึงกล่าวได้ว่าท่านเป็นพระที่ไม่สะสมปัจจัย
เป็นธรรมดา เมื่อไปในงานต่าง ๆ เจ้ามักจะถวายสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ มาด้วย เจ้าคุณอาจารย์ท่านจะไม่เก็บสะสมไว้ ท่านจะแบ่งให้พระเณร แจกจ่ายให้กับผู้ไม่มีกินไม่มีใช้ ผิดกับพระเถระรูปอื่น ๆ ที่มักจะเก็บสะสม “ เครื่องสังฆทาน ” บางรูปเก็บไว้จนเต็มห้องแล้วตนเองก็ออกมานอนหน้าห้องเฝ้าสมบัติ
อนึ่ง เมื่อไปในงานต่าง ๆ เช่นบุญอุทิศ หรือบุญแจกข้าว งานกฐิน งานฉลองต่าง ๆ ทั้งงานวัดงานบ้าน เจ้าคุณอาจารย์ “ จะไม่ไปมือเปล่า ” ท่านจะมีสิ่งของและปัจจัยไปร่วมบุญด้วยทุกครั้ง (น้อยครั้งนักที่จะไปมือเปล่า) ในการร่วมทำบุญท่านก็ไม่ได้ประสงค์ที่จะให้เจ้าภาพออกชื่อประกาศนาม เจ้าภาพจะรู้จะเห็นหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เมื่อไปถึงที่จัดงาน ท่านก็จะให้คนขับรถนำไปร่วมบุญทันที ผิดจากพระรูปอื่น ๆ และผู้มีตำแหน่งหน้าที่ทางบ้านเมือง ที่มักจะร่วมทำบุญเพื่อให้เจ้าภาพรู้เห็น และชอบให้ออกชื่อประกาศนาม
ในปัจจุบัน มีลูกศิษย์หลาย ๆ คน ที่ได้ดิบได้ดี เพราะอานิสงส์การให้ทานของเจ้าคุณอาจารย์ ด้วยว่าเจ้าคุณอาจารย์ท่านชอบส่งเสริมสนับสนุนให้ศิษย์ได้ศึกษาเล่าเรียน ไม่มีปัจจัยท่านก็ช่วยเหลือ ขาดตกบกพร่องท่านก็เกื้อหนุน เพราะท่านคิดว่า “ พ่อแม่เขาฝากให้ช่วยดูแล ก็ต้องดูแลให้ดีที่สุด ” การให้เช่นนี้นับว่าเป็นการให้เพื่อสร้างคนให้มีคุณภาพ
ในเรื่องการให้ทานนี้ มีคติธรรม มีข้อที่ควรทำความเข้าใจอยู่หลายประการ ควรที่เราเหล่าท่านทั้งหลายควรจะตระหนักให้ดี เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
- คนเราอยู่ร่วมกันได้ก็เพราะการให้ ไม่ใช่กอบโกยตักตวงเพียงถ่ายเดียว
- เมื่อเราให้ไป เขาก็ให้ตอบ
- อย่าเป็นคนตระหนี่เห็นแก่ได้ ต้องรู้จักเสียสละบ้าง
- เนกาสี ลภะเต สุขัง การกินคนเดียวไม่ได้ความสุข
- ความละโมบโลภมากในใจเรา สามารถลบล้างได้ด้วยการให้ การแบ่งปัน การเสียสละโดยไม่ หวังสิ่งตอบแทน
- สิ่งหนึ่งที่จะทำให้คนรักนับถือเราและไม่ลืมเรา นั่นคือ “ การให้ ”
ด้วยปฏิปทาวัตรปฏิบัติข้อนี้ จึงนับได้ว่าเจ้าคุณอาจารย์เป็นพระเถระที่เป็นผู้ให้ เป็นพระเถระผู้ไม่สะสม ยากที่จะหาได้
แก้ไขล่าสุด (วันพฤหัสบดีที่ 03 กันยายน 2009 เวลา 13:18 น.)