พระศรีแห่งเมืองศรี
คนเราจะดีหรือไม่ดี ไม่ใช่เพราะชาติตระกูล แต่คนเราจะดีหรือเลวได้ เพราะการกระทำของตนเองต่างหาก ทั้งคนดีหรือคนไม่ดีนั้นไม่ใช่จะดูเพียงผิวเผิน แต่จะต้องดูให้ถี่ถ้วน จึงจะรู้ได้
ท่านทั้งหลายที่กำลังอ่านหนังสือเล่มนี้อยู่ คงจะเกิดความสงสัยหัวข้อที่ข้าพเจ้าเขียนนี้ไม่มากก็น้อย หนังสือเล่มนี้เป็นอนุสรณ์ในโอกาสทำบุญวันเกิดพระเดชพระคุณ ท่านเจ้าคุณ “พระศรีธรรมนาถมุนี” รองเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ ฉะนั้น คำว่า “พระศรี” ข้าพเจ้าจึงหมายถึงพระเดชพระคุณ ท่านเจ้าคุณฯ ผู้เป็นเจ้าของงาน และคำว่า “เมืองศรี” ข้าพเจ้าก็หมายถึงเมืองศรีสะเกษ หรือจังหวัดศรีสะเกษนี่เอง
คำว่า “พระศรี” เป็นคำสองคำมาต่อกัน คือ คำว่า “พระ” ซึ่งตรงกับคำที่เป็นภาษาบาลีว่า “วร” (อ่านว่า วะระ) หรือตรงกับคำที่ใช้ในภาษาไทยว่า “พร” แปลว่า ดี, เลิศ, ประเสริฐ และคำว่าว่า “ศรี” ซึ่งเป็นคำที่มาจากภาษาสันสกฤต บาลีว่า “สิริ” แปลว่า มิ่งขวัญ, มงคล เมื่อนำเอาคำสองคำมารวมกัน ก็จะได้คำว่า “พระศรี” ที่ทีความหมายว่า “พระผู้เป็นมิ่งขวัญ” หรือ “พระผู้เป็นมงคล” ซึ่งโดยความหมายก็คือ “พระดี” หรือ “พระแท้” นั่นเอง
คำว่า “เมืองศรี” ก็เป็นคำสองคำมาต่อกัน คือ คำว่า “เมือง” ซึ่งเป็นคำนาม หมายถึง แดน เช่น เมืองศรีสะเกษ เมืองอุบล เมืองอำนาจฯ เป็นต้น และหมายถึง ประเทศ เช่น เมืองไทย เมืองจีน เมืองลาวเป็นต้น และคำว่า “ศรี” แปลว่า สิริ, มงคล ซึ่งได้แก่เมืองศรีสะเกษ หรือจังหวัดศรีสะเกษของเรานี่เอง
ฉะนั้น คำว่า “พระศรีแห่งเมืองศรี” จึงแปลรวมความว่า “พระดีของเมืองศรีสะเกษ” ในที่นี้ข้าพเจ้าหมายถึงพระเดชพระคุณ ท่านเจ้าคุณ “พระศรีธรรมนาถมุนี”
การที่เราจะยกย่องเชิดชูใครสักคนหนึ่งว่าเป็นคนดีนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นอะไร แต่การเสาะแสวงหาคนที่มีคุณความดีจริง ๆ มายกย่องเชิดชูต่างหากเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะจิตใจของคนเรานั้นลึกล้ำเกินที่จะหยั่งลงไปถึงได้ บางคนอาจจะดีต่อหน้าผู้อื่น แต่ลับหลังกลับเป็นคนไม่ดี หรือบางคนก็แกล้งหรือแสร้งทำตัวเป็นคนดี ทั้งที่ภายในจิตใจเต็มไปด้วยความโหดร้ายและเศร้าหมอง
พระดีดูที่ไหน และสังเกตอย่างไร เป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะการได้ทำบุญ ได้กราบไหว้ ได้สนทนากับพระดี ๆ ย่อมเป็นมงคลของชีวิต เจ้าคุณอาจารย์นับได้ว่า “เป็นพระดี” เพราะชีวิตในสมณเพศของท่านเปี่ยมด้วย “ธรรมะ”
ท่านผู้รู้ท่านได้กล่าวไว้ว่า “ผู้ใดมีความจริงในชีวิต ผู้นั้นมีธรรมะประจำใจ” เพราะเจ้าคุณอาจารย์เป็นผู้มีความจริงในชีวิต จึงมีธรรมะประจำใจ ฉะนั้น ท่านจึงเป็นผู้รู้จริง รู้แจ้ง เห็นจริง เห็นแจ้ง และประกอบด้วยคุณลักษณะ ๔ อย่าง ดังนี้ คือ
๑. ละเอียดอ่อน ชีวิตของเจ้าคุณอาจารย์ “มีธรรมะ” ท่านจึงเป็นผู้ที่ละเอียดรอบคอบ และอ่อนน้อมถ่อมตน เชื่อฟังคำแนะนำตักเตือน ไม่หยิ่งจองหอง ไม่ยกตัวข่มท่าน ผู้หลักผู้ใหญ่ว่ากล่าวก็เชื่อฟัง ๒. ชอบก่อสร้าง ชีวิตของเจ้าคุณอาจารย์มีธรรมะ ท่านจึงชอบสร้าง ชอบพัฒนาไม่หยุดนิ่ง ไปอยู่ที่ไหนก็จะก่อสร้างและพัฒนาไม่หยุดนิ่ง สร้างชื่อเสียงเกียรติยศแก่วงศ์ตระกูลและประเทศชาติ
๓. ชอบงอก ชีวิตของเจ้าคุณอาจารย์มีธรรมะ ท่านจึงมักจะงอก คือ ไม่ยอมหยุดอยู่นิ่งกับที่ ชอบเติมเสริมแต่งให้เจริญงอกงามยิ่งขึ้นกว่าเดิม ทำกิจการงานอะไรก็ไม่ย่อมอยู่กับที่ ไม่ยอมหยุดนิ่ง ชอบปรับปรุงแต่งเติมให้งอกงามมีผลมีประโยชน์มากยิ่งขึ้น
๔. ชอบต่อสู้ ชีวิตของเจ้าคุณอาจารย์มีธรรมะ ท่านจึงไม่เลี่ยงไม่เกี่ยงงาน ชอบต่อสู้ หนักก็เอาเบาก็ไม่ยอมถอย ท่านจึงสามารถทำงานให้สำเร็จลุล่วงทันตามกำหนดเวลา และงานที่ทำก็ดีมีคุณภาพ
อีกประการหนึ่ง “พระดี” ต้องดูที่ “ศีล” คือต้องดูที่ความประพฤติว่าถูกต้องตามพระวินัย (ข้อที่ต้องปฏิบัติ) หรือไม่ ประพฤติอย่างเคร่งครัดหรือย่อหย่อน พระดี พระแท้ จะต้องยึดปฏิบัติตาม “ศีล” คือ “พระวินัย” ที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้อย่างเคร่งครัด
คำว่า “ศีล” นี้หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นคำไทยแท้ ๆ แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่คำไทยแท้ เป็นคำมาจากภาษาบาลีว่า “สีล” (อ่านว่า สีละ) แปลว่า ปกติ ก็ได้ แปลว่า เย็น ก็ได้
“ศีล” ที่แปลว่าปกตินั้น หมายถึงว่า คนที่มีศีลในชีวิต รักษาศีล และประพฤติปฏิบัติตามศีล ก็จะรักษาความเป็นปกติเอาไว้ได้ แต่ถ้าไม่รักษา ไม่ประพฤติปฏิบัติตามศีล ก็จะสูญเสียสภาพที่ปกติไปหรือสูญเสียภาวะนั้น ๆ ไป เช่น เป็นพระ หากรักษาศีลของพระ ๒๒๗ ข้อได้ ก็เป็นพระแท้ พระดี ถ้ารักษาหรือประพฤติปฏิบัติไม่ได้ ก็จะสูญเสียภิกษุภาพไป (โดยเฉพาะอาบัติปาราชิก ซึ่งเป็นอาบัติหนัก เทียบเท่าโทษประหารชีวิตในทางโลก หรือสังฆาทิเสส ซึ่งก็เป็นอาบัติหนัก เทียบเท่าโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือมีลดหย่อนตามที่ปกปิดไว้และเปิดเผย) หรือเป็นฆราวาสหากรักษาศีล ๕ ไม่ได้ ก็จะสูญเสียสภาพปกติไป เช่น ไปลักขโมยทรัพย์ของผู้อื่น ก็เสียปกติของตนเองไปกลายเป็นโจร เป็นต้น
ส่วน “ศีล” ที่แปลว่าเย็นนั้น หมายถึงว่า คนที่ประพฤติปฏิบัติตามศีล ย่อมได้รับความสงบสุข ความร่มเย็น ไม่มีภัยอันตราย (อันเกิดจากการกระทำไม่ดีของตนเอง) มาเบียดเบียน ทั้งจิตใจของผู้มีศีลประพฤติปฏิบัติตามศีลย่อมสงบเยือกเย็น ผู้มีศีลใครเข้าใกล้ก็เย็นใจ เหมือนร่มไม้ที่มีใบดกหนา เมื่อได้อาศัยร่มเงา ย่อมเย็นสบาย ฉะนั้น
เจ้าคุณอาจารย์ นับได้ว่า “เป็นพระแท้” และ “เป็นพระดี” รูปหนึ่งในบวรพระพุทธศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะท่านประพฤติปฏิบัติตามพระวินัยที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้อย่างดียิ่ง
จากที่กล่าวมานี้ จึงสรุปได้ว่า การจะดูว่าพระรูปใดเป็นพระดี เป็นพระแท้ ให้ดูที่ “พระธรรมวินัย” คือ พระที่ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า ย่อมได้ชื่อว่าเป็น พระแท้ เป็น พระดี เป็น นาบุญอันประเสริฐ ควรแก่การกราบไหว้ บูชา และควรแก่การหว่านพืชคือทานลงไป
นอกจากนี้แล้ว ต้องดูที่ “กิจวัตร” ประกอบอีกด้วย คุณลักษณะอีกอย่างหนึ่งที่จะต้องดูประกอบ คือ “การปฏิบัติศาสนกิจ” พระที่ไม่ปฏิบัติศาสนกิจ จะเป็นพระที่ดี เป็นพระที่มีคุณค่าไม่ได้เลย เพราะแม้แต่พระพุทธเจ้า ผู้เป็นพระบรมศาสดา ยังต้องปฏิบัติศานกิจ
เจ้าคุณอาจารย์เป็นพระเถระที่ “มีภาระหน้าที่การงานทางคณะสงฆ์มาก” แต่ท่านก็ไม่ได้ใช้เป็นข้ออ้าง เมื่อเวลาและโอกาสอำนวย ท่านก็จะลงปฏิบัติกิจวัตรต่าง ๆ เช่น การทำวัตรสวดมนต์ หรือลงมาดูแลสอดส่องดูการปัดกวาดพระวิหารลานบริเวณวัด แต่เวลาโอกาสเช่นนี้มีน้อยมาก เพราะท่านเป็นพระที่ “พุทธศาสนิกชนจ้องนิมนต์” คือ ญาติโยมทั้งใกล้ทั้งไกลต่างก็จ้องที่จะมานิมนต์ท่านไปในงานต่าง ๆ และท่านก็ไม่เคยปฏิเสธศรัทธาของญาติโยมเหล่านั้น ซึ่งบางวันท่านแทบไม่ได้อยู่ที่วัดเลย!!
เจ้าคุณอาจารย์ เป็นพระเถระที่ “ไม่ถือตัว” ท่านให้ความเป็นกันเอง ให้ความเสมอภาคแก่ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ใครจะมานิมนต์ท่านไปงานอะไร คนนั้น ๆ มีฐานะอย่างไร ท่านก็ไม่เคยเลือก ไม่เคยปฏิเสธ ท่านจะสนองศรัทธาอย่างเท่าเทียมกัน
อีกประการหนึ่ง เจ้าคุณอาจารย์เป็นพระเถระที่เปี่ยมด้วย “เมตตาธรรม” ท่านจะมีความ “เมตตา” ต่อศิษย์และคนทั่วไปอย่างมาก เพราะความมีเมตตาของท่าน จึงดึงดูดใจศิษย์และพุทธศาสนิกชนชาว “เมืองศรี” และเมืองใกล้เคียงให้รักเคารพในปฏิปทาของเจ้าคุณอาจารย์อย่างมิเสื่อมคลาย
ลักษณะของพระดี พระแท้ ซึ่งนับว่าเป็นพุทธสาวกนั้น มีกล่าวไว้มากมายหลายที่หลายแห่งและหลายสำนวน แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสไว้เหมือนกัน ดังที่พระองค์ตรัสเป็นพระคาถา ไว้ดังนี้ว่า
สุปปะพุทธัง ปะพุชฌันติ สะทา โคตะมะสาวะกา
เยสัง ทิวา จะ รัตโต จะ นิจจัง พุทธคะตา สะติ,
สุปปะพุทธัง ปะพุชฌันติ สะทา โคตะมะสาวะกา
เยสัง ทิวา จะ รัตโต จะ นิจจัง ธัมมะคะตา สะติ,
สุปปะพุทธัง ปะพุชฌันติ สะทา โคตะมะสาวะกา
เยสัง ทิวา จะ รัตโต จะ นิจจัง สังฆะคะตา สะติ,
สุปปะพุทธัง ปะพุชฌันติ สะทา โคตะมะสาวะกา
เยสัง ทิวา จะ รัตโต จะ นิจจัง กายะคะตา สะติ,
สุปปะพุทธัง ปะพุชฌันติ สะทา โคตะมะสาวะกา
เยสัง ทิวา จะ รัตโต จะ อะหึงสายะ ระโต มะโน,
สุปปะพุทธัง ปะพุชฌันติ สะทา โคตะมะสาวะกา
เยสัง ทิวา จะ รัตโต จะ ภาวนายะ ระโต มะโนติ,
แปลว่า “ผู้ใดที่ระลึกถึง พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ กำหนดอาการ ๓๒ หรือธาตุ ๔ ไม่คิดเบียดเบียนผู้อื่น และยินดีในการเจริญภาวนา เพื่อทำให้ใจสงบร่มเย็น ทั้งกลางวัน ทั้งกลางคืน ผู้นั้น ย่อมชื่อว่า เป็นสาวกของพระโคดม”
ที่กล่าวมานี้เป็นพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของคุณลักษณะและปฏิปทาของเจ้าคุณอาจารย์เท่านั้น และเพราะคุณลักษณะและปฏิปทาเหล่านี้ เจ้าคุณอาจารย์จึงนับว่าเป็น “พระศรี” ผู้เป็นที่รักเคารพ ของชาว “เมืองศรี” และพุทธศาสนิกชนทั่วไป..
คัดลอกจากหนังสือ สิริธรรมนาถมุนิกถา พิมพ์เนื่องในงานฉลองอายุวัฒนมงคล ๖๐ ปี พระศรีธรรมนาถมุนี ๔ มิถุนาน ๒๕๕๐
โดย พิรพัฒน์ แก้วแสน