บทความ พระศรีธรรมนาถมุนี รองเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ เจ้าอาวาสวัดมหาพุทธาราม
สังคมไทยทุกวันนี้ เป็นสังคมที่น่าเป็นห่วง เป็นสังคมที่หวาดระแวง และหวาดผวา อันเนื่องมาจากการยึดถือหลักการ และการมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน เหตุจากการถือทิฐิมานะไม่ยอมลดราวาศอกให้แก่กันและกัน นับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น
ถ้าเราติดตามสถานการณ์ของบ้านเมืองอย่างใกล้ชิดในช่วงระยะเวลา ๓-๔ ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ชัดเจนว่า สังคมเรา ประเทศเรา เต็มไปด้วยปัญหา สับวุ่นวาย แบ่งฝักแบ่งฝ่าย แบ่งนายแบ่งลูกน้อง ที่ยิ่งไปกว่านั้น แต่ละฝ่ายต่างก็อ้างความจงรักภักดีต่อสถาบัน ถึงกับผูกขาดกันไปเลยทีเดียวก็มี ซึ่งถ้าจะว่าเป็นสิทธิอันชอบธรรมตามหลักประชาธิปไตยก็พอฟังได้ เพราะทุกคนในบ้านนี้เมืองนี้ล้วนแต่เป็นเจ้าของประเทศด้วยกันทั้งนั้น คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกคนมีความรักชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน แต่เมื่อพิจาณาถึงเจตนารมณ์ และวัตถุประสงค์ของแต่ละฝ่ายที่แสดงออกแล้ว ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่า ความแตกต่างทางความคิด จำเป็นด้วยหรือไม่ที่ต้องมีความแตกแยก ในเมื่อทุกฝ่ายก็อ้างความจงรักภักดีต่อสถาบันสำคัญของชาติทั้งนั้น
ปัญหาทุกปัญหาย่อมมีทางออกเสมอ ถ้าทุกฝ่ายยอมลดทิฐิมานะของตนลงบ้าง มิฉะนั้น จะกลายเป็นมีเจตนาดี แต่ประสงค์ร้ายต่อชาติบ้านเมือง กว่าจะคิดได้ก็สายไปเสียแล้ว
ในสถานการณ์เสี้ยมเขาควายเข้าหากัน จนทำให้ลืมความเป็นจริงไปว่า ประเทศไทยของเรา เป็นประเทศที่ยอมรับนับถือพระพุทธศาสนามาแต่โบราณกาล พระพุทธศาสนากับสังคมไทยกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญที่แยกกันไม่ออก เสมือนหนึ่งว่า พระพุทธศาสนาก็คือประเทศไทย ๆคือพระพุทธศาสนา กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า พระพุทธศาสนา มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างชาติไทย ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชาติอย่างถ้วนถี่ มีใจเป็นธรรม ไม่มีอคติต่อพระพุทธศาสนา แล้วจะเห็นว่า หลักธรรมสำคัญต่าง ๆที่ปรากฏอยู่ในวิถีชีวิตประจำวันของสังคมไทย เช่น ความเสียสละ สามัคคี มีวินัย ใจซื่อตรง ทรงศีลธรรม นำทางถูก ปลูกสติ ดำริชอบ กอรปกุศล เป็นต้น ล้วนเป็นคำสั่งสอนที่มีรากฐานมาจากคำสั่งสอนทางพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น ในเมื่อสังคมไทยกำลังต้องการความรักความสามัคคี เพื่อสร้างความสมานฉันท์และธรรมสังคมขึ้นอย่างเร่งด่วน ก็ควรแล้วที่จะต้องหันกลับมาทบทวนดูว่า พระพุทธศาสนา ได้อยู่กับเรามาสองพันกว่าปีแล้ว เราได้อะไร เราสูญเสียอะไร และเราเข้าใจพระพุทธศาสนาถูกต้อง ชัดเจนดีเพียงใดหรือไม่ หรือตลอดสองพันกว่าปีที่ผ่านมาล้วนเป็นภาพลวงตา อ้าแขนรับวัฒนธรรมข้างนอกมากเกินไป จนควบคุมความเป็นตัวของตัวเองไว้ไม่ได้ กลายเป็น “ฝรั่งลากไป ไทยลากมา”หาทางออกไม่ได้ หันมาทะเลาะกันเองเช่นทุกวันนี้
พระพุทธศาสนามีหลักคำสอนมากมายเหมาะแก่ชนทุกชั้นทุกวัยที่จะนำไปปฏิบัติ ทั้งยังแบ่งประเภทให้เหมาะสมแก่เพศภาวะทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ และพระธรรมคำสอนบางประเภท สามารถนำไปประพฤติปฏิบัติได้ทั้งสองฝ่าย ดังนั้นหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาจึงเหมาะแก่กาลสมัย ผู้ที่ชอบธรรม ย่อมเป็นผู้เจริญ ส่วนผู้เกลียดชังธรรม ย่อมเป็นผู้เสื่อม เปรียบเสมือนคนเขลาทิ้งทองคำ แต่ไปคว้าเอาตะกั่ว ฉะนั้น
อันว่าหลักธรรมที่สมควรนำไปประพฤติปฏิบัติย่อมมีทั้งธรรมที่ต้องปฏิบัติ เพื่อการพัฒนาตนเอง ให้เป็นคนที่มีความสะอาดทางกาย ทางวาจา ทางใจ ทำตนให้เป็นที่พึ่งของตนให้ได้เสียก่อน จึงจะเป็นที่พึ่งของคนอื่นได้ ดังพระพุทธวจนะว่า “ตนแล เป็นที่พึ่งของตน คนอื่นใครเล่าจะเป็นที่พึ่งได้ ถ้าฝึกตนเองดีแล้ว ย่อมจะได้ที่พึ่งที่หาได้ยาก (ประสบความสำเร็จด้วยความพยายามของตนเอง) หรือ ควรเตือนตนด้วยตนเอง ควรพิจารณาตนด้วยตนเอง”เพราะพระพุทธศาสนาสอนให้พึ่งตนเอง ไม่ได้สอนให้สวดอ้อนให้เทพบันดาลดังสุภาษิตคำกลอนว่า
ตนเตือนใจของตนให้พ้นผิด ตนเตือนจิตตนได้ใครจะเหมือน
ตนเตือนตนไม่ได้ใครจะเตือน ตนแชเชือนใครจะเตือนให้ป่วยการ
ถ้าเราหันมามองดูสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในบ้านเมือง แทบไม่น่าเชื่อว่า ที่นี่คือประเทศไทยเมืองพุทธ เพราะดูไม่ออกบอกไม่ได้ว่า เราทิ้งพระพุทธศาสนา หรือ พระพุทธศาสนาทิ้งเรากันแน่ ซึ่งก็อาจเป็นไปได้ทั้งสองอย่าง คือธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม และนัยตรงกันข้ามธรรมย่อมทอดทิ้งผู้ไม่ประพฤติธรรม สังคมไทยทุกวันนี้ ถ้าจะเปรียบกับคน ก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่กำลังป่วยหนัก การรักษาพยาบาลด้วยวิธีธรรมดา คงไม่สามารถที่จะหยุดการลุกลามของเชื้อไวรัสได้ง่าย ๆ บางทีต้องใช้ยาแรง หรือถึงขนาดต้องผ่าตัดกันเลยทีเดียว เข้าทำนองว่า ต้องเสี่ยง ถ้าไม่หาย ก็ตายแล
ในฐานะที่ประเทศไทยเรา นับถือพระพุทธศาสนามาแต่โบราณกาล คนส่วนใหญ่กลับลืมหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา ที่ทรงสั่งสอนให้คนทุกคนช่วยเหลือเกื้อกูลต่อกัน เมตตาปรารถนาดีต่อกัน เคารพอ่อนน้อมต่อกันตามฐานานุรูป และสมัครสมานสามัคคีกัน จึงจำเป็นที่คนในสังคมทุกภาคส่วนทุกชนชั้น จะต้องหันหน้าเข้าหากันเพื่อสร้างปัญญาธรรม คารวธรรม และสามัคคีธรรม โดยอาศัยหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เพื่อเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรม และความมั่นคงของสถาบันชาติ พระศาสนา และพระมหากษัตริย์
หลักธรรมในการอยู่ร่วมกัน
มนุษย์เป็นสัตว์สังคม (social animals) ต้องอาศัยอยู่ร่วมกัน ต้องพึ่งพาอาศัยกัน และต้องมีส่วนรับผิดชอบทั้งความเสื่อมความเจริญร่วมกัน เป็นธรรมดาเมื่อมนุษย์อยู่ร่วมกันมากขึ้น ปัญหาต่าง ๆ ก็ติดตามมาเป็นเงาตามตัว เช่น ความคิดความเห็น ความประพฤติ ที่เรียกว่า นานาทัศนะ นานาจิตตัง ต่างจิตต่างใจ พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงธรรมสำหรับการอยู่ร่วมกันไว้มากมายหลากหลายประเภทหลายระดับ ในที่นี้ขออัญเชิญมาเป็นนิทัศนะเพียงบางส่วนและคิดว่าน่าจะสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
สังคหวัตถุธรรม
สังคหวัตถุธรรม แปลว่า ธรรม หรือข้อปฏิบัติสำหรับการอยู่ร่วมกันของคนในสังคม ที่จะก่อให้เกิดความสงบสุข ทุกฝ่ายต้องรู้จักเฉลี่ยแบ่งปันประโยชน์ส่วนน้อยของตน เพื่อประโยชน์สุขอันไพบูลย์ของคนส่วนใหญ่ ทุกฝ่ายจะต้องมีคุณธรรมสำคัญ ๔ ประการ คือ ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา และสมานัตตตา
๑. ทาน คือ การให้ แสงความโอบอ้อมอารี ได้แก่ การช่วยเหลือเกื้อกูลกันด้วยวัตถุสิ่งของ การยอมเสียสละประโยชน์ส่วนตัว เพื่อประโยชน์ส่วนรวมการสงเคราะห์ดูแลกันตามกำลัง ตามความจำเป็น และตามเหตุการณ์หนักเบาที่เกิดขึ้น ไม่นิ่งดูดาย ไม่เฉยเมย เข้าทำนองว่า “มือไม่พาย แต่เอาเท้าราน้ำ” ผู้ที่ให้ ย่อมได้รับผลแห่งการให้เฉพาะตน เช่น ได้บุญ ได้คุณ และความสุข ส่วนในด้านสังคม ได้ความภักดี ความกตัญญูกตเวทีและความปลอดภัย
๒. ปิยวาจา คือ คำพูดที่ชวนให้เกิดความรัก ความชื่นใจ ได้แก่ พูดด้วยเจตนาดี มุ่งประโยชน์ สานประโยชน์ เว้นคำพูดที่ทำลายประโยชน์ เอาดีใส่ตัว เอาชั่วให้คนอื่น เช่น พูดเท็จ พูดหยาบ พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ การพูดดี คือพูดอ่อนหวานพูดสานประโยชน์ พูดลดความขัดแย้ง เป็นมงคลภาษา ดังคำพังเพยที่ว่า “ปากเป็นเอก เลขเป็นโท” คนที่พูดดี เป็นคนมีปากทอง เมื่อพูดไปแล้ว จะได้รับผลตอบสนอง คือ มีคนชอบ มีคนเชื่อ และมีคนช่วย
๓. อัตถจริยา คือ การบำเพ็ญประโยชน์ ได้แก่ การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ด้วยกำลังกาย กำลังทรัพย์ การอนุรักษ์สาธารณสมบัติ การสร้างสรรค์สาธารณประโยชน์ การช่วยบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่สาธารณชน โดยไม่เห็นแก่ตัว หรือประโยชน์ของตัวจนเกินงาม
๔. สมานัตตตา คือ วางตนเป็นกลาง ได้แก่ มีความยุติธรรมเที่ยงตรง ไม่อคติ เพราะชอบ ชัง ลุ่มหลง หวาดกลัว ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ไม่เลือกปฏิบัติ ปฏิบัติตนกับทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน ที่สำคัญคือต้องวางตนอย่างเหมาะสมเสมอต้นเสมอปลายตามฐานานุรูป
จะเห็นได้ว่า สังคหวัตถุธรรม คือ ทาน โอบอ้อมอารี ปิยวาจา วจีไพเราะ อัตถจริยา สงเคราะห์ประชาชน สมานัตตตา วางตนเหมาะสม เป็นคุณธรรมที่ยึดโยงคนในสังคมให้มีน้ำใจต่อกัน รู้จักให้โอกาสให้อภัยต่อกัน หากคนในสังคมใดโดยเฉพาะสังคมไทย ยึดถือปฏิบัติ ย่อมจะได้รับความสงบสุข และเกิดความสมัครสมานสามัคคีปรองดองขึ้นแบบยั่งยืน เปรียบเสมือนลิ่มสลักทำให้อาคารบ้านเรือนมั่นคงแข็งแรง ฉะนั้น
สาราณียธรรม
สาราณียธรรม คือ ธรรมะข้อปฏิบัติที่ก่อให้เกิดความรัก ความเคารพยกย่อง และช่วยให้คิดถึงกันและกันอย่างจริงใจ เป็นหลักธรรมสำคัญที่เป็นไปเพื่อการสงเคราะห์ช่วยเหลือกัน เพื่อการไม่ทะเลาะวิวาทบาดหมางกัน เพื่อความสามัคคีกัน และเพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน พระพุทธเจ้า ทรงแสดงหลักสาราณียธรรม คือ
๑. เมตตากายกรรม ช่วยเหลือผู้อื่นทางกาย ด้วยความปรารถนาดี คือช่วยด้วยแรงกายเต็มตามกำลังความสามารถ
๒. เมตตาวจีกรรม ช่วยเหลือผู้อื่นทางวาจา ด้วยความปรารถนาดี คือช่วยด้วยการพูด ให้คำปลุกปลอบ ให้คำแนะนำ การไม่กล่าวร้าย ไม่ดูหมิ่นเหยียดหยาม ไม่เหยียบย่ำซ้ำเติมผู้อื่น
๓.เมตตามโนกรรม ช่วยเหลือผู้อื่นทางใจด้วยความปรารถนาดี คือเอาใจช่วย คิดช่วย ไม่มุ่งเอาแต่ได้ ไม่คิดร้ายหมายขวัญ ไม่ก่อกวนด้วยทัศนคติที่ผิดทำนองคลองธรรม ไม่เห็นผิดเป็นชอบ ไม่กำหนดกรอบสองมาตรฐาน
๔. สาธารณโภคี แบ่งปันสิ่งของที่ตนได้มาโดยชอบธรรมแก่ผู้อื่น ให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์จากทรัพย์สิ่งของของตนบ้าง ซึ่งก็คือการรู้จักเฉลี่ยประโยชน์แก่คนรอบข้าง แก่สังคม และสูงขึ้นไปกว่านั้นคือ การสละทรัพย์ เพื่อรักษาอวัยวะ สละอวัยวะ เพื่อรักษาชีวิต สละทรัพย์ อวัยวะ และชีวิตเพื่อรักษาธรรม ในที่นี้ได้แก่ การสละทรัพย์ อวัยวะ และชีวิตเพื่อรักษาและสร้างความมั่นคงแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
๕. สีลสามัญญตา มีความประพฤติดีงามเท่าเทียมผู้อื่น หมายถึง เคารพกฏเกณฑ์กติกา ระเบียบแบบแผน ในที่นี้ ได้แก่การปฏิบัติตามกฎหมาย ศีลธรรม วัฒนธรรม จารีตขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของสังคม ตลอดถึงการรู้จักแพ้ รู้จักชนะ รู้อภัย ไม่มุ่งแต่จะเอาชนะกันอย่างเดียวกัน เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร ผู้ชนะย่อมก่อเวร ผู้แพ้ย่อมเป็นทุกข์ (คิดแต่จะแก้แค้น)
๖. ทิฏฐิสามัญญตา มีความคิดเห็นร่วมกับผู้อื่นในสังคม การยอมรับความแตกต่างทางความคิด ไม่เป็นเหตุก่อให้เกิดความแตกแยก เพราะการที่คนในสังคมมีความหลากหลายทางความคิด เป็นความงอกงามของสังคม หากสามารถปรับแนวคิดต่าง ๆให้เป็นไปเพื่อจุดมุ่งหมายในทางสร้างสรรค์ ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมหันต์ ในทางกลับกัน หากคนในสังคมมีความคิดเห็นร่วมกันในทางทำลาย ก็จะกลายเป็นภัยอย่างใหญ่หลวงเช่นกัน
จะเห็นได้ว่า สาราณียธรรมทั้ง ๖ ประการนั้น เป็นหลักธรรมพื้นฐานของสังคม ที่จะเชื่อมประสานรอยร้าว สร้างความรักความผูกพันของคนในสังคมให้แนบแน่น เป็นแกนกลางของความสมานฉันท์สามัคคี ปลูกรักปลูกไมตรีมีความร่วมมือร่วมใจ ห่วงหาอาทรต่อกัน ดังคำที่ว่า “ รักกันให้เหมือนพี่ ดีกันให้เหมือนน้อง ปรองดอง ให้เหมือนญาติ ประเทศชาติจะเจริญ ” ..
วายาโมภิกขุ / ตรวจทาน
แก้ไขล่าสุด (วันอังคารที่ 01 กันยายน 2009 เวลา 13:09 น.)
Comments