Joomla TemplatesWeb HostingWeb Hosting

Home สฺวาคตนฺเต

สมณกถา

พระธรรมเทศนา สมณกถา พระเดชพระคุณ พระศรีธรรมนาถมุนี แสดงเมื่อวันธรรมสวนะขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนอ้าย วันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๕๐

                                    นโม  ตสฺส  ภควโต  อรหโต  สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส

นโม  ตสฺส  ภควโต  อรหโต  สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส

นโม  ตสฺส  ภควโต  อรหโต  สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ

             โย จ สเมติ ปาปานิ           อณุถูลานิ สพฺพโส

             สมิตฺตตา จ ปาปานํ           สมโณติ ปวุจฺจตีติ.

ณ บัดนี้ จักแสดงพระธรรมเทศนา เพื่อฉลองศรัทธา ประดับสติปัญญาเพิ่มพูนบุญบารมีแก่สาธุชนพุทธบริษัททั้งหลายตามสมควรแก่เวลา

ดำเนินความว่า วันนี้เป็นวันธรรมสวนะวันพระขึ้น ๑๕ ค่ำ ที่เรียกว่า วันพระใหญ่ ที่พระสงฆ์จะได้ประพฤติปฏิบัติตามหลักพระวินัยนิยมบรมพุทธานุญาต คือการพร้อมเพรียงกันลงประชุมฟังสวดพระปาติโมกข์ เพื่อเป็นการทบทวน สิกขาบทวินัย แสดงความบริสุทธิ์ทางกายกรรม วจีกรรม และเพื่อความสามัคคีของสงฆ์ และเป็นวันที่พุทธบริษัททั้งหลายจะได้บำเพ็ญบุญกิริยาวัตถุเป็นพิเศษ นั่นคือการให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ปฏิบัติธรรม เพื่อชำระจิตใจของให้บริสุทธิ์สะอาดจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองมีโลก โกรธ หลง และความตระหนี่เป็นต้น

ในวันธรรมสวนะนี้ จะได้อัญเชิญพระพุทธวจนะอันเป็นหลักธรรมคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้ยกเป็นอุทเทสบทในเบื้องต้นว่า โย จ สเมติ ปาปานิ เป็นอาทิ แปลความว่า บุคคลใด ยังบาปอกุศลน้อยใหญ่ให้สงบระงับโดยประการทั้งปวง บุคคลนั้น สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเรียกว่า สมณะ เพราะเป็นผู้สงบระงับจากบาปอกุศลได้โดยเด็ดขาด ดังนี้

อธิบายความว่า คำว่า บาป แปลว่า ธรรมชาติที่ทำให้จิตตกต่ำ จิตไม่สดชื่นแจ่มใส จิตเศร้าหมอง จิตเร่าร้อน จิตลุ่มหลง จิตฟุ้งซ่าน โดยสภาวธรรมได้แก่สังขารเจตสิกฝ่ายอกุศล หรืออกุศลเจตสิกที่ปรุงแต่งจิตให้ตกเป็นทาสของอารมณ์ เช่นความลุ่มหลง ความไม่ละอาย ความไม่เกรงกลัวต่อบาปทุจิต ความฟุ้งซ่าน ความโลภ ความเห็นผิด ความถือตัว ความโกรธ ความอิจฉา ริษยา ความตระหนี่ ความรำคาญในการทำดี ความห่อเหี่ยว หดหู่ ความง่วงเหงา ซึมเซา ความสงสัยในคุณของพระรัตนตรัย เป็นต้น เพราะฉะนั้น คำว่าบาป จึงมีลักษณะที่จะพึงกำหนดรู้ได้ ๓ ลักษณะ คือ โดยสภาวะโดยมูลเหตุโดยผลที่ปรากฏ ๑ เมื่อว่าโดยสภาวะ คือความเป็นเองตามธรรมชาติของบาปได้แก่ ความชั่ว ความเศร้าหมอง ความไม่ปลอดโปร่ง ความขุ่นมัว ความไม่แจ่มใสของจิตใจเป็นต้นเมื่อกล่าวโดยมูลเหตุ  คือความโลภ ความโกรธ ความหลง อันเป็นสมุฏฐานให้มีการกระทำชั่วทางกาย ทางวาจา ทางใจ บางครั้งก็เรียกทุจริต ๑๐ อันเกิดทางไตรทวาร คือ กายทุจิต ความประพฤติชั่วทางกาย เช่น การฆ่าสัตว์ ๑ ลักทรัพย์ประพฤติผิดในกามวจีทุจริต ประพฤติชั่วทางวาจา เช่น พูดเท็จ ๑ พูดหยาบ ๑ พูดส่อเสียด ๑ พูดเพ้อเจ้อ ๑ และมโนทุจริต ๑ ความประพฤติชั่วทางใจ เช่น ความคิดโลภอยากได้ของผู้อื่น ๑ ความพยาบาทปองร้าย ๑ ความเห็นผิดเป็นชอบ ๑ เมื่อกล่าวโดยผลที่ปรากฏ ของบาป ได้แก่ความทุกข์ ความเดือดร้อน ความวิบัติอันมีประการต่าง ๆ เช่น ถูกกล่าวร้าย ถูกปองร้าย เสื่อมทรัพย์ เสื่อมญาติ เสื่อมยศ เป็นต้น บุคคลผู้ประกอบบาปทุจริตต่าง ๆ ย่อมประสบความทุกข์ทางกาย ทางใจ ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

ส่วนคำว่า บุญ นั้นก็มีลักษณะที่จะพึงกำหนดรู้ได้ ๓ ลักษณะ คือโดยสภาวะโดยมูลเหตุโดยผลที่ปรากฏ ๑เมื่อกล่าวโดยสภาวะของบุญ ได้แก่ ธรรมชาติที่ปรุงแต่งจิต ที่ทำให้จิตแจ่มใสใจเบิกบาน โดยสภาวธรรม ได้แก่สังขารเจตสิกฝ่ายกุศล หรือกุศลเจตสิก หรือโสภณเจตสิก คือธรรมชาติฝ่ายดีที่ประกอบกับจิต ปรับปรุงจิต ให้มีความเจริญงอกงามด้วยความดี เช่น ความเชื่อกฎแห่งกรรม ความระลึกได้ ความละอายต่อบาป ความเกรงกลัวต่อบาป ความไม่โลภ ความไม่โกรธ ความมีใจเป็นกลาง ความสงบกาย ความสงบใจ ความเบากาย ความเบาใจ ความนุ่มนวลทางกาย ความอ่อนโยนทางใจ ความเหมาะควรทำงานของกาย ความเหมาะควรทำงานของใจ ความคล่องแคล่วทางกาย ความคล่องแคล่วทางใจ ความซื่อตรงของกาย ความซื่อตรงของใจ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ กรุณา มุทิตา และปัญญา ธรรมชาติที่รู้แจ้งสภาวธรรมตามความเป็นจริง  เมื่อกล่าว โดยมูลเหตุ ของบุญ ได้แก่อโลภะ ความไม่โลภ อโทสะ ความไม่โกรธ อโมหะ ความไม่หลง ซึ่งก็คือการกระทำความดีทางกาย วาจา และทางใจ ด้วยมหากุศลจิตประกอบด้วยศรัทธาและปัญญา อันสัมปยุตด้วยโสภณเจตสิก อันเป็นเหตุให้ประพฤติสุจริตทางกาย ด้วยการเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม ประพฤติวจีสุจริต ด้วยการเว้นจากการพูดเท็จ พูดคำหยาบ พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ และประพฤติสุจริตทางใจ ด้วยการเว้นจากโลภอยากได้ของเขา เว้นจากพยาบาทปองร้ายเขา และเว้นจากความเห็นผิดเป็นมิจฉาทิฐิ แล้วบำเพ็ญความดีตามมูลเหตุให้เกิดบุญ ได้แก่บุญกิริยาวัตถุในทางพระพุทธศาสนา ๑๐ ประการ คือ ๑.ทานมัย บุญสำเร็จด้วยการทำบุญให้ทาน ๒.สีลมัย บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล ๓.ภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา ๔.อปจายนมัย บุญสำเร็จด้วยการอ่อนน้อมถ่อมตนต่อคนที่เจริญวัยกว่า ๕.ไวยาวัจมัย บุญสำเร็จด้วยการขวนขวายในการงานที่ชอบ ๖.ปัตติทานมัย บุญสำเร็จด้วยการให้ส่วนบุญคือความดีแก่ผู้อื่น ๗.ปัตตานุโมทนามัย บุญสำเร็จด้วยการชื่นชมยินดีในบุญของผู้อื่น ๘.ธัมมัสสวนมัย บุญสำเร็จด้วยการฟังธรรม ๙.ธัมมเทสนามัย บุญสำเร็จด้วยการแสดงธรรม และ ๑๐.ทิฏฐุชุกรรม บุญเกิดจากการทำความเห็นให้ตรงเป็นสัมมาทิฐิ และเมื่อกล่าวโดยผลที่ปรากฏของบุญ ได้แก่ความสุขกายสุขใจ หมายรวมไปถึงการประสบความสำเร็จต่าง ๆ ด้วย ดังพระพุทธวจนะว่า ดูก่อนภิกษุทั่งหลาย เธอทั้งหลายอย่ากลัวบุญเลย คำว่า บุญ ๆ นี้ เป็นชื่อของความสุข ดังนี้

คำว่า สมณะ แปลว่า ผู้สงบ คือมีกายสงบ วาจาสงบ และใจสงบ ไม่ว่าจะเป็นคนเพศใด คือจะเป็นนักบวชก็ตาม เป็นคฤหัสถ์ก็ตาม เป็นชายก็ตาม เป็นหญิงก็ตาม หรือแม้จะเป็นเด็กก็ตาม ถ้าเป็นคนมีกาย วาจา ใจสงบจากบาปอกุศลต่าง ๆทั้งน้อยทั้งใหญ่ได้ ก็ชื่อว่า สมณะ ผู้สงบ ทั้งนั้น สมดังพระพุทธบาลีภาษิตว่า น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโต แปลว่า ผู้ทำร้ายผู้อื่น ไม่ชื่อว่า เป็นบรรพชิต ผู้เบียดเบียนผู้อื่นอยู่ ไม่ชื่อว่า เป็นสมณะ คือผู้สงบเลย และพระพุทธวจนะที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า

                           สนฺตกาโย สนฺตวาโจ      สนฺตมโน สุสมาหิโต

                           วนฺตโลกามิโส  ภิกฺขุ       อุปสนฺโตติ    วุจฺจตีติ

แปลว่า     ผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสาร มีกายสงบ มีวาจาสงบ มีใจสงบ

              มีจิตตั้งมั่นด้วยดีแล้ว คลายเหยื่อของโลก ชื่อว่า เป็นผู้สงบระงับแล้ว

คำว่า คนมีกายสงบ คือ คนที่มีกิริยาสุภาพ ไม่เป็นคนหยาบกระด้าง ไม่แสดงกิริยาร้ายกาจ เช่น ทุบตี ชกต่อย ฆ่าฟันรันแทงกันเป็นต้น คนที่มีกายสงบ ย่อมเป็นผู้ไม่เป็นพิษเป็นภัย ไม่ว่าจะเข้าไปสู่ที่ใด อยู่ที่ไหน ย่อมไม่กระทำความชอกช้ำให้แก่ใคร ไปสู่คามนิคมนครใด ย่อมได้รับการต้อนรับในที่นั้น ๆ ดังเช่นพระมหาโมคคัลลานเถระ ท่านเป็นพระอัครสาวกเบื้องซ้ายของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เลิศด้วยฤทธิ์ มีอิทธิพลมากมาย แต่ไม่เคยใช้ฤทธิ์ไปทำร้ายใคร ไม่เคยทำให้ตระกูลน้อยใหญ่ชอกช้ำ เปรียบดังแมลงภู่หมู่แมลงผึ้งบินเข้าสวนดอกไม้ดูดดื่มเฉพาะเกสรน้ำหวาน ไม่ทำให้ดอกไม้ชอกช้ำฉะนั้น

คำว่า คนมีวาจาสงบ คือ คนมีวาจาสุภาพ ไม่เป็นคนปากร้ายใช้ปากเป็นอาวุธใช้ปากเป็นหอกคอยทิ่มแทงใคร ไม่พูดเสียดสี ส่อเสียดยุยงให้ร้ายป้ายสีให้ผู้อื่นเสียหาย แตกสามัคคี แบ่งพรรคแบ่งพวก แต่เป็นคนที่รู้จักสำรวมปาก ใช้ปากให้เป็นสื่อในการสร้างความเข้าใจ ประสานความรักความสมานสามัคคี

คำว่า คนมีใจสงบ คือ คนมีใจสุภาพอ่อนโยน ได้แก่จิตใจสงบจากบาปน้อยใหญ่ มีใจสงบสงัดจากกิเลส ทั้งที่เป็นวีติกกมกิเลส ปริยุฏฐานกิเลส และอนุสัยกิเลส คนที่ใจสงบ ย่อมเปี่ยมด้วยเมตตากรุณา อยู่ใกล้ก็ปลอดภัย อยู่ไกลก็หมดกังวลเว้นขาดการก่อกรรมทำเข็ญ ไม่สร้างเวรสร้างกรรม เพราะเป็นคนที่สงบระงับจากบาปอกุศลทั้งปวงได้สิ้นเชิงแล้ว

สรุปความว่า สมณะ คือ คนที่มีกาย วาจา ใจ สงบจากการไม่กระทำความชั่วทั้งปวง สมดังพระพุทธภาษิตว่า บุคคลใด ทนต่อความหิว ฝึกฝนอบรมตน บำเพ็ญตบะ จำกัดอาหาร ไม่ทำบาป เพราะเห็นแก่ปากแก่ท้อง บัณฑิตคือผู้รู้ทั้งหลาย เรียกบุคคลนั้นว่า เป็นผู้สงบ (สมณะ) ในโลกดังนี้ เพราะฉะนั้น ในมงคลสูตร ข้อ ๒๙ ว่า สมณานญฺจ ทสฺสนํ  เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ แปลว่า การเห็นสมณะ คือผู้สงบ เป็นมงคลสูงสุด ดังมงคลยอดชีวิต ที่เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมฺมธรมหาเถร) นิพนธ์สรุปลักษณะของสมณะไว้ ๔ ประการ คือ ๑.สมณะไม่ทำอันตรายใคร ๒.สมณะไม่เห็นแก่ลาภ ๓.สมณะต้องบำเพ็ญสมณธรรม และ ๔.สมณะต้องบำเพ็ญตบะ (เผากิเลส)

เทสนาปริโยสาเน ในที่สุดแห่งการแสดงพระธรรมเทศนาสมณกถา ก็สมควรแก่เวลา ขอสมมติยุติลงด้วยเวลาแต่เพียงนี้ เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ.

อณุ۫ถูลานิ* อ่านว่า  อณุงถูลานิ

วายาโมภิกขุ / ตรวจทาน

Comments

avatar manit
0
 
 
เป็นบทความที่ดีมากๆ สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันได้อย่างมากเลยครับ
B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Email (For verification & Replies)
URL
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
ยกเลิก
B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Email (For verification & Replies)
URL
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment

แก้ไขล่าสุด (วันพฤหัสบดีที่ 03 กันยายน 2009 เวลา 09:28 น.)