Joomla TemplatesWeb HostingWeb Hosting

Home สฺวาคตนฺเต

กินอย่างมีวินัย

      บทความพิเศษที่  พระเดชพระคุณ  พระศรีธรรมนาถมุนี  รองเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ  แสดงไว้เมื่อวันที่  ๒๔  กันยายน  ๒๕๕๐  ณ  ห้องประชุมชั้น  ๔  อาคารบรรณราชนครินทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ  เป็นบทความที่น่าสนใจ  มีสาระประโยชน์  และเนื้อหาที่ดีมาก  แนะนำให้อ่าน..
ปาฐกถาพิเศษ  เรื่อง  กินอย่างมีวินัย

ในโครงการเด็กกินอิ่ม  เรายิ้มได้  จังหวัดศรีสะเกษ

วันที่  ๒๔  กันยายน  พ.ศ. ๒๕๕๐

ห้องประชุมชั้น ๔ อาคารบรรณราชนครินทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ

โดย  พระศรีธรรมนาถมุนี  รองเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ

ความเข้าใจร่วมกันก่อนเริ่ม

            ท่านเจ้าคณะ  พระเถรานุเถระ  เพื่อสหธรรมิกที่เคารพทุกรูป  ขอเจริญพรท่านประธาน  สภาวัฒนธรรมจังหวัดศรีสะเกษ  ท่านผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏจังหวัดศรีสะเกษ  ท่านอาจารย์ประดิษฐ์  ศิลาบุตร  ท่านอาจารย์สนาน  ธรรมรส  และเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นตัวแทนของท่านอาจารย์ดอกเตอร์สุทธิลักษณ์  สมิตสิริ  ทุกท่าน

            ในเบื้องต้นต้องขอแสดงความยินดีและมีความดีใจอยู่ลึก ๆ  ตามประสาพระที่ได้มีโอกาสมาร่วมพิธีเปิดการสัมมนาโครงการเด็กกินอิ่ม  เรายิ้มได้  จากการพิสูจน์โดยหลายฝ่ายได้ความชัดเจนว่า  จังหวัดศรีสะเกษเป็นจังหวัดใหญ่  นับตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันมีผู้คนมากมาย  หลากหลาย  จึงมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน  เมื่อมีวัฒนธรรมหลากหลาย  การดำรงชีวิตหรือวิถีชีวิตก็มีความหลากหลายเช่นกัน  ดังนั้น  จึงเป็นธรรมดาที่การดำรงชีวิตในคนหมู่มากก็อาจจะขาดแคลน  ฝืดเคืองในหลาย ๆ  ส่วน  อย่างไรก็ตาม  ตามความหมายของชื่อโครงการเด็กกินอิ่ม  เรายิ้มได้  ที่คณะผู้ดำเนินการได้จัดสัมมนาขึ้นนั้นไม่ได้หมายความว่าจังหวัดศรีสะเกษไม่มีอะไรจะกิน  อย่างน้อยเราก็กินดินให้คนดูมาแล้ว..  (ฮา...)

            อันที่จริงเรื่องกินดินนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องแปลกหรือเรื่องของความยากจน  ในชีวิตของกระผมของอาตมานั้นก็เคยกินดินมาหลากหลาย  ตั้งแต่ดินโคลน  ดินปลวก  ดินดำ  ถ้าเอาไปปิ้งหรือเอาไปคั่วแล้วใส่เกลือมันมีรสดีเหลือเกิน   เพราะว่าดินก็มีวิตามินของดิน   ดังนั้น   จังหวัดศรีสะเกษก็เลยถูกมองว่าเป็นจังหวัดยากจน  แต่ทุกวันนี้  ถ้าจัดลำดับตามที่ผู้สันทัดกรณีทั้งหลายเขาบอกมา  จังหวัดศรีสะเกษเป็นจังหวัดที่ถูกจัดลำดับเป็นจังหวัดที่เจ็ดสิบห้าหรือขึ้นมาไม่เกินเจ็ดสิบสองจากจำนวนเจ็ดสิบหกจังหวัดที่เด็กขาดสารอาหารหรือขาดในเรื่องคุณภาพของโภชนาการ

            เมื่อความขาดแคลนเกิดขึ้นนั้น  ได้เป็นเหตุให้คณะผู้รับผิดชอบทั้งส่วนราชการและเอกชน  สถาบันศึกษาที่อยู่ในจังหวัด  เริ่มตั้งแต่เขตพื้นที่การศึกษาเขตหนึ่งไปถึงเขตสี่เกิดความร้อนใจว่า  จะมีวิธีแก้ไขปัญหาลูกหลานของเราที่ขาดสารอาหารอย่างไรกันบ้าง  เท่าที่เห็นมีอยู่หลายท่านได้ร่วมแก้ปัญหามาแล้วอย่างสมบุกสมบัน  แม้แต่ตู้รับบริจาคก็โดนทุบไปแล้ว  นั้นก็คืออาจารย์ประดิษฐ์  พรหมเสนา  รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษเขต ๑  เจ้าของตู้บริจาค  สโลแกน  เด็กกินอิ่ม  เรายิ้มได้  พอเอาไปตั้งที่วิหารวัดพระโตปรากฏว่าขโมยจัดการไปก่อน  ขโมยน่าจะมีความขาดแคลนมากกว่าเด็ก  เขาก็เลยขอแซงคิวไปก่อน  ต่อมาท่านอาจารย์สนาน  ผู้ประสานงานคิดแก้ปัญหาว่า  จะต้องทำตู้แบบทุบไม่แตก  คิดอยู่ประมาณสักสามเดือนจึงมีตู้ออกมาตั้งใหม่ที่วิหารหลวงพ่อโต  เห็นว่าเปิดไปแล้วครั้งหนึ่งรอด  แต่ครั้งที่สอง  ก็ไม่แน่เหมือนกัน

            เมื่อเด็กเราขาดแคลนเพราะข่าวว่าเรากินดินนี้แหละ  เป็นเหตุให้ต้องทำการวิจัยเพื่อหาข้อมูลจังหวัดศรีสะเกษ  ผู้วิจัยทั้งในภาครัฐ  ภาคเอกชน  หรือในองค์กรระหว่างประเทศ  องค์กรต่างประเทศที่ทำวิจัยต่างก็มุ่งตรงมาที่จังหวัดศรีสะเกษ  แต่ละฝ่ายก็ช่วยกัน  โครงการที่เกิดขึ้นในจังหวัดศรีสะเกษ  คือ  โครงการเด็กกินอิ่ม  เรายิ้มได้  อาตมาเองบางทีก็ยิ้มไม่ค่อยออก  ต้องอาศัยตู้บริจาคของท่านอาจารย์ประดิษฐ์  พรหมเสนา  กันต่อไปถึงจะยิ้มได้

            อาตมาก็มีความชื่นชมยินดีกับทุกฝ่าย  เห็นว่าทุกท่าน  ทุกรูปได้ให้ความสนใจแล้วมีโอกาสมาพูดคุยกัน  พวกเราผู้เป็นพระสงฆ์และญาติโยมผู้อุปถัมภ์บำรุงพระสงฆ์ก็ขอแสดงความชื่นชมกับคณะทำงานที่ได้รับโอกาสดี  บัดนี้  ถึงเวลาอันสมควรแล้ว  อาตมาขอเปิดการสัมมนาโครงการเด็กกินอิ่ม  เรายิ้มได้  ในลำดับต่อไป

            สรรพสัตว์ในโลกอยู่ได้ด้วยอาหาร

            เมื่อพูดถึงเรื่องใหญ่ ๆ  ของโลกนี้  เรื่องใหญ่ที่สุดของโลกที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้  คือ  สพฺเพ  สตฺตา  อาหารฐิติกา  สรรพสัตว์ในโลกอยู่ได้ด้วยอาหาร  พระวจนะนี้พระพุทธองค์ได้ตรัสมาในเอกนิบาต อันเป็นส่วนของเอกบาลีหรือเอกนิบาตที่พระพุทธองค์ท่านแสดงถึงเรื่องที่เป็นที่สุดหลาย ๆ  อย่างว่า  ในโลกของเรานั้นโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์  มีที่สุดของที่สุดอยู่หลายเรื่อง  เช่น  ชิฆัจฉา  ปรมา  โรคา  ความหิวเป็นที่สุดของที่สุดก็คือเป็นโรคอย่างยิ่ง  สัพเพ  สังขารา  ปรมา  ทุกขา  เรื่องยุ่ง ๆ  ที่สุดก็คือ  ร่างกายหรือตัวเรานี้เอง

            ชิฆัจฉา  ปรมา  โรคา  ความหิวเป็นโรคอย่างยิ่ง  ชิฆัจฉา  แปลว่าหิว  ปรมา  ก็แปลว่ามากยิ่ง  ยอดยิ่ง  โรคา  ก็คือโรค  คำว่า  โรค  ยังมีคำแปลว่า  ธรรมชาติใดที่เสียดแทงความเป็นอยู่ของมนุษย์และสัตว์  ธรรมชาตินั้นชื่อว่าโรค

            โรค  เราแผลงมาจากคำว่า  รุชะ  แปลว่าเบียดเบียน  ทิ่มแทง  คือขจัดความสมดุลแห่งชีวิตให้น้อยลง  จึงเรียกว่า  โรค  ความหมายในเชิงของสัททศาสตร์ก็บอกว่า  โรค  หมายถึง  ธรรมชาติชนิดหนึ่งที่บั่นทอนความอยู่สุขสบายของสรรพสัตว์ให้ลดลงหรือให้น้อยลง  ในหลักของพุทธศาสนา  เช่น  ในคิริมานนทสูตร  พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงถึงเรื่องโรคมากมาย  เท่าที่นับมาหลายปีพบว่ามีเก้าสิบเก้าโรค  ในจำนวนนี้  มีโรคชนิดหนึ่งรักษาไม่หาย  ส่วนเก้าสิบแปดชนิดนั้นรักษาหายก็มี  รักษาไม่หายแต่ทุเลาลงก็มี  เช่น  จักษุโรโค  โสตะโรโค  ฆานะโรโค  ชิวหาโรโค  กายะโรโค  ฯลฯ

            ในจำนวนโรคเก้าสิบแปดชนิดนี้  เป็นโรคเกิดขึ้นจากอากาศ  อาหาร  อารมณ์  อาจม  และความเกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อม   จึงสามารถที่จะรักษา  บำบัดได้  ส่วนโรคอีกประเภทหนึ่งคือโรคที่เก้าสิบเก้านี้รักษาไม่หาย   ในศัพท์ของพระศาสนาท่านใช้คำว่า  กัมมะวิปากะชา  อาพาธา  หรือ  โรคา  โรคอันเกิดจากอกุศลกรรม  รักษาไม่หาย

โรคอะไรเกิดจากอกุศลกรรม ?

ยกตัวอย่างโรคที่เด่นที่สุดในตอนนี้คือ  โรคเอดส์  เป็นโรคเกิดจากอกุศลกรรม  คือความประพฤติปฏิบัติของคนที่ทำให้เกิด  โรคชนิดนี้ยังไม่มียารักษาเพราะเทวดายังไม่ได้ไปกวนเกษียรสมุทรให้มียารักษา  เพราะตราบใดที่มนุษย์เราขาดหิริโอตตัปปะ  ขาดสติสัมปชัญญะ  โรคนี้ก็จะแพร่ขยายไปเรื่อย

กัมมะวิปากะชา  อาพาธา  แปลว่า  สิ่งที่เบียดเบียน  ทำให้ไม่สะดวกในการเป็นอยู่  ในการเคลื่อนไหวไปมา  นี้เรียกว่า  อาพาธา  หรืออาพาธ  ซึ่งโดยมากเราก็ใช้กับพระภิกษุ  พระภิกษุเจ็บป่วยจะเรียกกันว่า  อาพาธ

มีข้อกล่าวไว้ในคัมภีร์พระไตรปิฎกว่า  ในยุคเริ่มต้นของมนุษย์ตั้งแต่อายุแสนปีลงมา  มีข้อวิกฤติเกี่ยวกับการกินเหมือนกัน  เช่น  ในยุคที่มนุษย์มีอายุตั้งแต่หนึ่งร้อยปีถึงแสนปีจึงจะมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น  ถ้าหากสัตว์โลกมีอายุเกินแสนปีหรือต่ำกว่าหนึ่งร้อยปี  พระพุทธเจ้าจะไม่อุบัติขึ้น  เนื่องจากว่าถ้ามนุษย์มีอายุสูงกว่าแสนปีนั้นจะเป็นคนที่หัวแข็ง  หัวรั้น  ถือว่าตัวเองเป็นอมตะ  สอนเท่าไรก็ไม่เชื่อ  พระพุทธเจ้าจึงไม่อุบัติขึ้น  แต่ถ้ามนุษย์อายุน้อยกว่าแสนปีลงมาจนถึงหนึ่งร้อยปี  พระพุทธเจ้าก็อุบัติขึ้น  เช่น  พระพุทธโคดมอุบัติในยุคที่สัตว์โลกมีอายุหนึ่งร้อยปีเป็นกำหนด

สาเหตุที่เป็นอย่างนี้เพราะมีนิทานปรัมปราเล่าว่า  ในสมัยที่มนุษย์อายุหนึ่งแสนปีก็มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น  เช่น  พระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า  หรือพระปทุบุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า  เป็นต้น  ในคัมภีร์อัคคัญญสูตรได้แสดงเรื่องวิวัฒนาการของโลกว่า  มนุษย์ที่มีอายุในยุคนั้นไม่ต้องบริโภคอาหาร  แต่ว่ามนุษย์ก็บริโภคสิ่งที่เรียกกันว่า  สุข  อันเกิดจากคุณธรรมของตนเอง  ภาษาพระเรียกว่า  ฌาน  หรือ  สุขวิหารธรรม  มนุษย์ไม่ต้องบริโภคอาหารเมื่อนึกว่าจะบริโภคอะไรก็อิ่ม

ต่อมาเมื่อวิวัฒนาการเริ่มจากแสนปีมาถึงแปดหมื่นปี มนุษย์ก็ยังคงไม่บริโภคอาหารหยาบ  จนเมื่อโลกวิวัฒนาการลดระดับอายุของมนุษย์ลงมาถึงหกหมื่นปี  มนุษย์เริ่มมีความรู้สึกว่าการออกไปแสวงหาอาหารนั้นมันเป็นเรื่องยากลำบาก  จำเป็นต้องคิดหาวิธี  มนุษย์ก็เลยกินพวกสิ่งที่มีอยู่อันเกิดโดยธรรมชาติได้แก่  ง้วนดิน  ซึ่งลักษณะคล้ายหน่อไม้  เวลาบริโภคเข้าไปจะเย็นฉ่ำเหมือนกัดลูกตาล  แต่ว่าจะมีรสชาติอันวิเศษกว่านั้น  กินไปสักคำหนึ่งก็อยู่ไปเป็นหมื่นๆ ปี  นั้นคืออาหารอันเป็นทิพย์  มนุษย์เริ่มติดใจในรสของง้วนดิน ต่อมามนุษย์ก็เริ่มกินมากขึ้น  อายุของมนุษย์ก็เริ่มลดลงๆ พร้อมกับง้วนดินที่เคยกินก็มีจำนวนลดลง จนต้องกินกากดิน

เมื่อมนุษย์เริ่มรู้จักการบริโภค  บริโภคเข้าไปเรื่อย ๆ  มนุษย์มีความชอบ  มีความชัง  ตัณหาราคะก็เกิดขึ้น  จึงไม่คำนึงถึงคุณธรรมอันดีงามหรือศีลธรรม  ต่างจากแต่ก่อนที่ยังไม่มีตัณหาราคะ  อยู่อย่างบริสุทธิ์  ต่อมาเมื่ออายุของมนุษย์ลดลง  มนุษย์ก็มีการสะสมอาหารเพื่อไม่ต้องไปเสาะแสวงหามาก  เมื่อมีการสะสมก็เกิดการแก่งแย่ง  ชิงดี  ชิงเด่น  ทะเลาะวิวาท  การเข่นฆ่า  สงครามจึงเกิดขึ้นจากการแย่งชิงอาหาร  อันมีความเป็นมาโดยลำดับ  เมื่อเป็นดังนี้อายุของมนุษย์ก็ลดลงมาจนถึงห้าหมื่นปี

ในครั้งนั้น  มีเทวดาผู้ยิ่งใหญ่ได้ประกาศถามว่า  มนุษย์พอใจในอายุห้าหมื่นปีไหม  มนุษย์มัวแต่เต้นรำกันเพลิดเพลินไม่ได้ยินเสียงเทวดาประกาศ  เทวดาประกาศสามครั้งแล้ว  แต่มนุษย์ไม่ได้สนใจเพราะกำลังสนุกสนาน  เทวดาก็ประกาศลดอายุมนุษย์จากห้าหมื่นปีเหลือสี่หมื่นปี  มนุษย์ก็ยังไม่สนใจ  เทวดาประกาศลดอายุมนุษย์ลงไปเรื่อย ๆ  จากสามหมื่นปี  หมื่นปี  ห้าพันปี  สองพันปี  ห้าร้อยปี  สี่ร้อยปี  สามร้อยปี  สองร้อยปี  พอไปถึงสองร้อยปี  มนุษย์อาจจะเมื่อยจึงนั่งพัก  พอเทวดาประกาศอายุมนุษย์หนึ่งร้อยปี  มนุษย์ได้ยินแล้วพอใจในอายุหนึ่งร้อยปี  เพราะฉะนั้นสรุปว่ามนุษย์  สัตว์โลกมีอายุไม่เกินหนึ่งร้อยปีถึงเกินไปก็ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้  พระพุทธองค์ก็ตรัสว่า  อัปปมายุ  มนุสสานัง  อายุของมนุษย์เรานี้มันน้อยนัก  ถึงจะมากก็คงไม่เกินร้อย  อติเรกวัสสะสะตัง  แม้จะมีอายุเกินร้อยก็มีน้อยนัก  ในที่สุดก็ต้องแก่ตายอยู่วันยังค่ำ

สืบเนื่องจากพุทธวจนะที่ยกไว้  สัพเพ  สัพตา  อาหาระฐิติกา  สรรพสัตว์หรือสัตว์ทั้งปวงดำรงอยู่ด้วยอาหาร  คำว่าสัตว์ทั้งปวงก็หมายความว่า  มนุษย์และสัตว์ทั่วไปที่มนุษย์เรียกว่าสัตว์เดรัจฉาน  มนุษย์ก็เป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง  พระพุทธองค์จะตรัสรวมเสมอว่า  สัพเพ  สัพตา  สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง  หมายถึงมนุษย์ด้วยซึ่งชื่อว่าเป็นสัตว์โลกชนิดหนึ่งด้วย

ทำไมมนุษย์จึงจัดเป็นสัตว์โลกชนิดหนึ่ง

ในหลักธรรมท่านสอนว่า    ผู้ใดที่ข้องอยู่ในสังสารวัฏ    ในกามาวจรภูมิ   รูปาวจรภูมิ  อรูปาวจรภูมิ   ผู้นั้นเรียกว่าสัตว์โลก  ถ้ามนุษย์ยังข้องอยู่ในสังสารวัฏนี้ก็เรียกว่าเป็นสัตว์เหมือนกัน  สัตตะ  สัตโต  แปลว่าผู้ข้องอยู่  ผู้ถูกคุมด้วยโลภะ  โทสะ  โมหะ  ราคะ  เครื่องที่ร้อยรัดสัตว์โลกให้ติดอยู่ก็คือราคะ  โทสะ  โมหะ  เรียกง่าย ๆ  ก็คือตัณหา  ทิฐิ  เป็นเครื่องร้อยรัดให้ข้องอยู่ในโลก  เรียกว่าสัตว์โลก  ในธรรมบทจะเห็นคำว่าสัตว์โลกเป็นส่วนใหญ่  ถ้าเป็นนักศึกษาภาษาบาลีก็จะเข้าใจว่าคำว่าสัตว์ทั่วไปและมนุษย์ด้วย  มนุษย์ได้ถูกยกขึ้นมาจากการเป็นสัตว์โดยใช้เครื่องวัด

พระพุทธองค์มีเครื่องมือในการวัดพื้นฐานก็คือ  เบญจศีล  เบญจธรรม  นั้นก็คือศีลและธรรมทั้งห้าประการที่จะมาเป็นเครื่องวัดระดับว่าคนที่จะเลื่อนไปเป็นมนุษย์จะต้องมีคุณสมบัติ  มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์อย่างไร  ลักษณะอย่างนี้เราเรียกกันทั่วไปว่า  ศีล  หมายถึงความประพฤติ  หรือข้อประพฤติปฏิบัติ  นอกจากศีลแล้ว  ยังมีหลักประพฤติที่จะส่งเสริมศีลนั้นให้มีความมั่นคงเรียกว่า  ธรรม  จึงมีความหมายว่า  ศีลธรรม (เบญจศีล  เบญจธรรม)

หลักธรรมกับการพัฒนาอาหารเด็กในจังหวัดศรีสะเกษ

            โครงการเด็กกินอิ่ม  เรายิ้มได้  จะเดินหน้าต่อไปต้องใช้หลักธรรมมาเดินหน้า  เนื่องจากธรรมเอาชนะได้ทั้งโลก  ธรรมเอาชนะความอดอยาก  ความหิวโหย  ความขาดแคลน  ความไม่เป็นธรรมได้นั้น  ก็คือใช้หลักของธรรมในการดำเนินการโครงการเด็กกินอิ่ม  เรายิ้มได้  คนทุกคนไม่ว่าพระหรือโยมก็ได้บำเพ็ญบารมี  นั้นคือ  ทานบารมี  หรือ  ทานะอุปบารมี  ร่วมกันในการสร้างโครงการเด็กกินอิ่ม  เรายิ้มได้  ทุกคนมาสร้างบารมีร่วมกัน

            ในสมัยก่อนมีประวัติของพระอินทร์หรือมฆมานพ เป็นผู้เริ่มโครงการเด็กกินอิ่มเรายิ้มได้  มฆมานพเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นคนแรกของโลก  เพราะว่าในหมู่บ้านอจลคามที่มฆมานพท่านพำนักอยู่มีนักปกครองเรียกว่า  คามโภชกะ

            คามะ  แปลว่าบ้าน  โภชกะ  แปลว่าผู้บริโภค  คามโภชกะจึงแปลว่าคนกินบ้าน  คนกินบ้านคือใคร  คนกินบ้านก็คือ  ผู้ใหญ่บ้าน  หรือกำนัน  ถ้าเป็นตำแหน่งตั้งแต่นายอำเภอขึ้นไปจะใช้คำว่า  นครโภชกะ  หมายถึง  คนกินเมือง  ไม่ใช่ไปกินทั้งเมือง  แต่หมายความว่ากินจากส่วยภาษีอากรที่เก็บได้จากประชาชนอันเป็นรายได้บำรุงรัฐ  การเก็บส่วยอากรหรือเก็บภาษีบำรุงรัฐให้ถือว่าเป็นเบี้ยหวัดของผู้ดูแลปกครองให้เกิดความร่มเย็น  จึงเรียกง่าย ๆ  ว่าคนกินบ้าน  คนกินเมือง  นายอำเภอก็ดี  ผู้ใหญ่บ้านก็ดี  กำนันก็ดี  จะดำรงชีพด้วยเงินที่เก็บจากส่วยภาษีอากรจากชาวบ้านในหมู่บ้าน

            จากเรื่องนี้  เมื่อท่านผู้ปกครองหมู่บ้านอจลคามไม่ค่อยได้ดูแลประชาชน  มีโจรผู้ร้ายมากไป  เมื่อแจ้งไปที่ผู้ใหญ่บ้านหรือผู้ปกครองหมู่บ้านก็ไม่ค่อยได้เอื้ออาทร  จึงเกิดความไม่สงบ  การศึกษาต่าง ๆ  ก็ไม่ได้รับการส่งเสริม  อาหารการกินก็ขาดแคลน  คนในหมู่บ้านก็แย่ลงทุกวันเพราะความไม่สมบูรณ์ของธรรมชาติทำให้เกิดความอดอยากในหลาย ๆ เรื่อง  มฆมานพซึ่งเป็นคนหนุ่มไฟแรงอายุประมาณยี่สิบเศษ ๆ  ก็คิดว่าน่าจะมีการตั้งหน่วยพัฒนาเพื่อให้หมู่บ้านที่ตนอยู่อาศัยนี้มีความเจริญ  จึงเริ่มคิดโครงการเสนอท่านนายอำเภอและผู้ปกครองในหมู่บ้านนั้นว่า  สิ่งที่จะต้องพัฒนาเป็นอันดับแรกคือ  ระบบการศึกษาของประชาชนในหมู่บ้าน  ทำอย่างไรให้ประชาชนในหมู่บ้านและลูกหลานที่เกิดมาจะได้ศึกษาเล่าเรียนเรื่องของธรรมชาติต่าง ๆ  ที่อยู่รอบตัวเขา  เรียนรู้ความสัมพันธ์กับผู้อื่น  ซึ่งก็จะเป็นเหตุหนึ่งให้การดำรงชีวิตหรือการพัฒนาเป็นไปได้ด้วยดี  นี้คือโครงการพัฒนาของมฆมานพ

            อันดับที่หนึ่งก็คือ  ป้อนอาวุธทางสมองให้แก่ประชาชนในหมู่บ้านนั้นให้ทุกคนได้รับการศึกษา  เด็กทุกคนเกิดมาต้องได้รับการศึกษา  มีการฝีกอบรมอาชีพ  เช่น  ทำอาหาร  ทำขนม  นี้คือโครงการเศรษฐกิจชุมชน   ท่านมฆมานพก็เสนอโครงการต่อไปนี้   หนึ่ง-เศรษฐกิจชุมชน  สอง-ระบบการศึกษา   สาม- การพัฒนาด้านการคมนาคมในหมู่บ้าน  เช่น  ระบบถนนหนทาง  สี่- ระบบอันเป็นปัจจัยพื้นฐาน  เช่น  แหล่งน้ำ  คลองน้ำ  บึงคลองที่มันตื้นมันเขิน  ก็ต้องมีการขุดลอก  เป็นต้น

            เมื่อคามโภชกะได้เห็นโครงการ  ก็คิดว่ามฆมานพเก่งกว่าตนเอง  เกิดความไม่เข้าใจ  คิดว่ามฆมานพจะทำแผนปฏิวัติเพื่อจะยึดอำนาจ  จึงส่งสำเนาเรื่องและกราบทูลพระเจ้าแผ่นดิน  คือพระเจ้าพรหมทัต  เมืองพาราณสี  พระเจ้าพรหมทัตก็สั่งให้อำมาตย์ผู้ใหญ่ที่เรียกกันว่าเสนาบดีชื่อว่า  สันตะติมหาอำมาตย์  เป็นปุโรหิตผู้ใหญ่ที่พระเจ้าพรหมทัตไว้วางพระทัย  ต่อมาท่านสันตะติมหาอำมาตย์ได้นั่งช้างออกไปตรวจแล้ว  ได้ทราบเรื่องราวที่เป็นจริงทุกอย่าง เมื่อพระเจ้าแผ่นดินสั่งให้สอบสวนมฆมานพเสร็จแล้ว  พระองค์ก็ทรงตรวจสอบด้วยตนเองแล้วพบว่า  ทั้งคามโภชกะและนครโภชกะปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต  จึงปลดทั้งหมดและเนรเทศออกจากแว่นแคว้น  แล้วก็ทรงแต่งตั้งมฆมานพเป็นนครโภชกะแทน

            กินอย่างมีวินัย

            มาถึงเรื่องการกินอย่างมีวินัย  ดังที่ได้กล่าวว่า  ชิฆัจฉา  ปะระมา  โรคา  ความหิวเป็นโรคอย่างยิ่ง  สัพเพ  สัตตา  อาหารฐิติกา  สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงดำรงอยู่ได้ด้วยอาหาร  นี้เป็นพระพุทธวจนะทั้งสองบท  แสดงว่าพระพุทธองค์ทรงให้ความสนใจและเน้นในเรื่องความเป็นอยู่ของสรรพสัตว์ทั้งหลาย  พระองค์ทรงมองว่าการที่เราจะทำอะไรที่เป็นประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและแก่ผู้อื่นนั้น  จะต้องมามองดูในตัวเองว่าสภาพความเป็นอยู่ของเราเป็นอย่างไร

            แม้จะเป็นนักบวช  พระพุทธองค์ก็ทรงเป็นห่วง  โดยได้วางหลักหรือนิสัยไว้ว่า  เมื่อบวชเป็นพระแล้วจะดำรงชีพอยู่ได้ด้วยคุณลักษณะสี่ประการ  คือ  บิณฑบาต  นุ่งห่มผ้าบังสุกุล  อยู่โคนไม้  ฉันยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า  นี้คือลักษณะที่พระองค์มองการเป็นอยู่อย่างพอดี  สมัยนี้ก็ต้องใช้คำว่าอย่างพอเพียงไม่เดือดร้อน  เข่น  เรื่องของบิณฑบาต  ปิณฺฑิยาโลปโภชะนัง  นิสสายะ  ปัพพัชชา,  ตัตถะ  เต  ยาวะชีวัง  อุสสาโห  กรณีโย,  อติเรกลาโภ  คำว่า  ปิณฺฑิยาโลปโภชะนัง  อาหารที่เป็นคำข้าวที่ชาวบ้านเขาให้  เธอพึงทำความอุตสาหะวิริยะ  ในการที่จะเที่ยวบิณฑบาตให้พอเพียง  ไม่ใช่เพื่อความโลภ  อุสสาโห  กรณีโย  ท่านรูปใดมีความขยันในการบิณฑบาต  ท่านรูปนั้นก็จะไม่อดอยาก  คำว่า  อติเรกลาโภ  หรืออติเรกลาภ  ในภาษาพระหมายความว่า  มีกินมีใช้แล้วก็เหลือไว้ใช้ในคราวต่อไป  ซึ่งจะเรียกได้ว่า  กินอิ่มยิ้มได้  การออกบิณฑบาตทำให้  หนึ่ง-ไม่อด  สอง-เป็นการออกกำลังกาย  สาม-ดูความเป็นไปของชุมชนและของหมู่บ้านว่ามีความเป็นอยู่อย่างไร  ทุกข์ยากลำบากยากแค้นอย่างไร  เป็นการสำรวจว่าญาติโยมมีความสุขกายสบายใจหรือไม่  พระพุทธองค์ได้อาศัยเวลาในขณะบิณฑบาตเพื่อแสดงธรรมก็มี (บางครั้ง)

            ในเรื่องบิณฑบาตของพระก็จะเกี่ยวข้องกับการกินอย่างมีวินัย  เช่น  ในเสขิยวัตร  พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงถึงเรื่องกินหรือมารยาทการกินไว้ถึงสามสิบข้อเรียกว่า สมติงสะโภชนะปฏิสังยุต  หมายถึง  มารยาทที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคหรือการกินมีอยู่สามสิบประเภท  ในเสขิยวัตรเจ็ดสิบห้าข้อ  พระองค์ทรงแบ่งออกเป็น  หนึ่ง-มรรยาทในความเป็นสมณะ  เรียกว่า  สารูปปะ  มี ๒๖ ข้อ  สอง-มารยาทในการบริโภค  เรียกว่า  โภชนปฏิสังยุต มี  ๓๐ ข้อ  สาม-มรรยาทในการแสดงธรรม  เรียกว่า  ธัมมเทสนาปฏิสังยุต  มี  ๑๖  ข้อ  และสี่-มรรยาทในการถ่ายอุจจาระ  ปัสสาวะ  บ้วนน้ำลาย  เรียกว่า  ปกิณณกะ  มี ๓  ข้อ

            ยกตัวอย่างเช่น  ในข้อแรก  ควรพิจารณาอยู่เสมอก่อนที่จะรับอาหาร  ภิกษุควรสำเหนียกด้วยมารยาทอันดีก่อนที่จะรับบิณฑบาตโดยความเคารพ  คำว่า เคารพ โดยความหมายที่พระพุทธองค์ตรัสนี้ไม่ใช่ไปยกมือไหว้  แต่หมายถึงยืนนิ่งด้วยความสำรวม  ทอดสายตาตามพอสมควร  อันนี้เรียกว่าเคารพ  ในความหมาย  สักกัจจัง  หมายถึงเคารพ แต่ถ้าเวลารับบิณฑบาตเมื่อเปิดบาตรแล้วก็ก้มศีรษะลงเพื่อมองลงดูในบาตรของเรา  สักกัจจัง นั้นก็คือเคารพทั้งผู้ให้และเคารพธรรมด้วย  คือ  หนึ่ง-เคารพความถูกต้องความดีงามในฐานะที่เป็นสมณะ  สอง-เคารพผู้ให้  พระสงฆ์เคารพผู้ให้จะทำอย่างไร  เวลาพิจารณาบังสุกุลก็จะยืนนิ่ง  คือการให้ความเคารพด้วยการสำรวมจิต  ไม่มองซ้ายขวาหรืออยู่ไม่นิ่งซึ่งแสดงว่าไม่เคารพ  ก็ผิดวินัยของสมณะและถูกปรับอาบัติ

            ในหลักของการกินอย่างมีวินัย  ยังมีพระพุทธดำรัสอีกมาก  เช่น  โภชเน  มัตตัญญุตา  มัตตัญญุตา  สทา  สาธุ  กินอย่างมีวินัยจึงจะเป็นสุข  มัตตัญญุตา  สทา  สาธุ  ความรู้จักประมาณในการบริโภคหรือการกินก็จะยังประโยชน์ให้สำเร็จ  โภชเน  มัตตัญญุตา    ความรู้จักประมาณในการบริโภคหรือการกินก็จะยังประโยชน์ให้สำเร็จ  ถ้าถามว่ากินอย่างมีวินัยนั้นกินอย่างไร  ถ้าเราทำความเข้าใจในพุทธดำรัสเราจะเห็นว่ามีอยู่คำหนึ่ง  มัตตัญ  คือประมาณ  ญุตา  ความรู้  มัตตัญญุตา  ความรู้จักประมาณ  คือ  กินอย่างพอดี  กินอย่างไม่มีโทษ  กินได้คุณภาพได้สารอาหารที่เต็มที่

            ความรู้จักประมาณของพระในการบริโภคอาหารนั้น  ท่านพระพุทธโกษาจารย์  พระอรรถกถาจารย์  ได้ขยายไว้ในฎีกาวิสุทธิมรรคว่า

จัตตาโร  ปัญจ  อาโลเป        อภุตฺวา  อุทกํ  ปิเว

อลํ       ผาสุวิหาราย           ปหิตตฺตสฺส  ภิกขุโน.             (ปฐม.วิ.สีล)

ภิกษุบริโภคอาหาร  ถ้าเหลืออีก ๔-๕ คำจะอิ่ม  ก็ไม่พึงบริโภคต่อ  ควรจะดื่มน้ำ  ซึ่งจะเพียงพอแก่พระภิกษุผู้มีตนอบรมดีแล้ว  เพื่ออยู่ผาสุก  อย่างนั้นเรียกว่าพอประมาณ  เมื่อท่านหยุดก็เป็นโอกาสให้พิจารณาต่อในการดื่มน้ำหนึ่งแก้วให้อิ่มพอดี  โภชเน  มัตตัญญุตา  ความรู้จักประมาณในการกินอาหาร  ถ้าเป็นพระสงฆ์ก็เรียกว่าฉันอย่างมีวินัย  หรือบริโภคอย่างมีวินัย

บริโภคอย่างมีวินัยต้องสำรวม  เช่น  ในลักษณะของการบริโภคสามสิบประการนั้น  แม้จะตักข้าวก็ต้องไม่หล่น  ไม่เปิบคำใหญ่ ๆ  หรืออัดเข้าไปเต็มกระพุ้งแก้ม  หรือเอามื้อล้วงเข้าไปในปากเพื่อเอาก้างออก  เช่นนี้เรียกว่าไม่มีวินัย  หรือไม่สำรวม  การศึกษาเล่าเรียนต่าง ๆ  ในสมัยนี้ทำไปเพื่อการกิน  เมื่อรู้มากก็กินอย่างประณีต  กินอย่างละเอียด  กินอย่างมีมารยาท  กินอย่างผู้มีวัฒนธรรม  เข่น  กินอย่างผู้อำนวยการก็จะกินอย่างหนึ่ง  ถ้ากินแบบคนธรรมดาก็จะกินอีกอย่างหนึ่ง

            เรื่องกินเรื่องเดียวนี้ทำให้มนุษย์เราต้องพัฒนาในด้านการศึกษา  การอบรม  การเรียนรู้  การกำหนดปริญญาขั้นต่าง ๆ  ปริญญาตรี  ปริญญาโท  ปริญญาเอก  ทั้งหมดนี้มีสาเหตุมาจากการกินทั้งสิ้น  โภชเน  มัตตัญญุตา แปลว่า  กินให้พอดี  ถ้าเราไม่มีกิน  มันจะขยัน  การกินจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอื่น ๆ  สติปัญญาเราก็เกิดจากการกิน  ร่างกายจะสมบูรณ์นี้ก็เกิดจากการกิน  เหมือนกับโครงการเด็กกินอิ่ม  เรายิ้มได้  ที่ต้องการให้เด็กกินอิ่มอย่างมีปัญญา

            การกินอย่างมีวินัยแบบพระ  หมายถึง  หนึ่ง-กินถูกกาล  ไม่กินนอกกาลนอกเวลา  สอง-กินถูกที่  พระเวลาฉันต้องนั่งฉันไม่ใช่เดินฉัน  หากเป็นฝ่ายฆราวาส  เรื่องกินอย่างมีวินัย  คือกินเพื่อให้ได้สารอาหาร  วิตามิน  และกินโดยไม่ทิ้งขว้างหรือกินเหลือ  เพราะคนไทยกินเหลือกันมากปัญหาที่ตามมาคือ ขยะ ๆ จึงเป็นผลพวงจากการกินอย่างไม่มีวินัย  ขยะเป็นตัวทำลายธรรมชาติ  ดังนั้นธรรมชาติที่เสียสมดุลก็เนื่องมาจากการกินอย่างไม่มีวินัย

            นอกจากคำว่ากิน  ยังรวมไปถึงกินอย่างอื่นนอกเหนือจากอาหาร  เช่น  กินวัตถุ  กินอิฐ  กินหิน  กินปูน  กินทราย  กินโต๊ะ  กินเก้าอี้  กินโบสถ์  กินวิหาร  รวมอยู่ในคำว่ากินทั้งนั้น 

            คำว่าวินัย  คือ  มีกฎเกณฑ์  มีกติกา  มีระเบียบ  กินเฉพาะสิ่งที่มีคุณภาพและไม่มีโทษต่อการกิน  เช่น  โทษต่อสุขภาพ  โทษต่อความดีงาม

            ถ้าเป็นฆราวาส  กินอย่างมีวินัยก็คือกินอย่างพอเพียง  คือ

                        หนึ่ง  พอเพียงแก่ความต้องการของร่างกาย

                        สอง  พอเพียงต่อสถานภาพที่เรามีอยู่

                        สาม  พอเพียงแก่กาลสมัยที่เราจะต้องกิน  เช่น  กินสามมื้อ

สี่      ประหยัด  แต่ได้คุณภาพ

กินอย่างมีวินัยก็จะต้องละเว้นไม่กินสิ่งที่ไม่มีสารอาหารด้วย  กินในสิ่งที่ไม่ทำให้สุขภาพทรุดโทรมและไม่สร้างหนี้สินด้วย

            กินอย่างมีวินัยในความหมายของพระนั้น พระพุทธองค์ท่านสอนว่าฉันอย่างพอประมาณ  โดย 

หนึ่ง      การเห็นคุณค่าแท้ของสิ่งที่บริโภค

                        สอง      กินเพื่ออยู่

                        สาม       กินเพื่อมีเรี่ยวแรงบำเพ็ญสมณธรรม

            ทำอย่างไรเด็กของเราจะกินอย่างมีวินัย ?

หนึ่ง  พ่อแม่จะต้องกินอย่างมีวินัยให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูก  คือ  กินอย่างไม่อดอยากและไม่ทำให้สุขภาพ ทรุดโทรม

สอง  ครู  อาจารย์ก็จะต้องกินให้นักเรียนดูเป็นตัวอย่าง  ว่ากินอย่างไรจึงจะทำให้สุขภาพแข็งแรง  ไม่มี หนี้สิน  และสอนให้เด็กได้ตระหนักว่า  หากกินอย่างไม่มีวินัยจะทำให้สิ้นเปลืองเงินทอง  ถ้ากินเพลินก็จะก่อหนี้  หากกินไม่ดีก็จะขาดสารอาหาร

            เพราะฉะนั้นวันนี้ที่เรามาประชุมร่วมกันในโครงการเด็กกินอิ่ม  เรายิ้มได้  ก็ควรมาช่วยกันคิดต่อว่าทำอย่างไรจึงจะมีทุน  มีงบประมาณ  ไปช่วยส่งเสริมอนามัยในการกินของลูกหลานของเราไม่ให้ขาดสารอาหาร  เพราะปัจจุบันอาหารมี  แต่ว่าสารอาหารในการกินมีน้อย  เช่น  ของกินเล่นตามท้องตลาด  ซึ่งก็ต้องอาศัยหลวงพี่  หลวงพ่อ  เจ้าคณะตำบล  เจ้าคณะอำเภอ  รองเจ้าคณะอำเภอแล้วก็พระคุณเจ้าที่มาร่วมประชุมในวันนี้  ช่วยอนุเคราะห์เกื้อกูลให้โครงการนี้ดำเนินงานไปโดยจะได้อาศัยในความร่วมมือหลาย ๆ ส่วน  ได้แก่  ส่วนราชการ  อันมีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา  สำนักงานจังหวัด  องค์การบริหารส่วนจังหวัด  สาธารณสุขให้เคลื่อนไปด้วยกัน  เรามาสร้างศรีสะเกษให้เป็นสวรรค์โดยให้เด็กลูกหลานของเรามีสุขภาพอนามัยดี  เมื่อเขามีสุขภาพอนามัยดีไม่ขาดแคลนสารอาหาร  เด็กก็จะมีสมองดี  มีความจำที่ดี  มีพัฒนาการที่ดี  มีความคิดที่ดี  เป็นเด็กรักดี  นี้คือเป้าหมายของโครงการเด็กกินอิ่ม  เรายิ้มได้

            วันนี้ใช้เวลาพอสมควรแล้ว   ขออนุโมทนาโครงการนี้ที่ให้โอกาสพระมาร่วมสัมมนา  ขอขอบพระคุณท่านเจ้าคณะ  พระสังฆาธิการ  เพื่อนรุ่นพี่รุ่นน้องทุกรูป  ขออนุโมทนาญาติโยมทุกท่านที่ได้มาร่วมในวันนี้  ขอตั้งกัลยาณจิต  อธิษฐานขออัญเชิญพุทธานุภาพ  ธัมมานุภาพ  สังฆานุภาพ  ได้โปรดประทานพรให้ทุกรูป  ทุกท่านจงเกษมสำราญด้วยอายุ  วรรณะ  สุขะ  พละ  และได้กินอิ่ม  ยิ้มได้  ในที่ทุกสถาน  ในกาลทุกเมื่อเทอญ ฯ.

 

 
วายาโมภิกขุ    พิมพ์/ทาน

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Email (For verification & Replies)
URL
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment

แก้ไขล่าสุด (วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน 2009 เวลา 21:35 น.)