พระธรรมเทศนา หลวงพ่อเจ้าคุณฯ แสดงเมื่อวันพระแรม ๑๔ ค่ำ เดือนอ้าย วันที่ ๗ มกราคม ๒๕๕๑
ณ บัดนี้จะแสดงพระธรรมเทศนาในอปฺปมตฺตกถา พรรณนาถึงบุคคลผู้ไม่ตาย เพื่อเป็นเครื่องประดับสติปัญญา เพิ่มพูนสัมมาปฏิบัติแก่พุทธบริษัทตามสมควรแก่เวลา
ดำเนินความว่า วันนี้เป็นวันธรรมสวนะคือวันพระแรม ๑๔ ค่ำ เดือนอ้าย ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของเดือนตรงกับวันธรรมสวนะสำคัญ และวันนี้จะเป็นวันที่เราท่านทั้งหลายจะน้อมระลึกถึงพระกรุณาธิคุณของสมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ซึ่งพระองค์ท่านได้สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๒ มกราคมที่ผ่านมา ที่วัดมหาพุทธารามนี้ได้ประดิษฐ์พระฉายาลักษณ์เพื่อพสกนิกรทั้งหลายได้ถวายความอาลัย และน้อมระลึกในพระกรุณาธิคุณของพระองค์ท่านมาตั้งแต่เริ่มต้นจนบัดนี้ และส่วนของวัดก็คือ พระภิกษุสามเณรก็ได้ทำวัตรสวดมนต์ สวดพระพุทธมนต์ ถวายเป็นพระกุศลมาเป็นลำดับทั้งในภาคเช้าและภาคเย็นครบ ๑๐๐ วัน อันนี้ก็เพื่อให้ท่านทั้งหลายได้ตระหนักถึงบุคคลผู้บำเพ็ญคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติอันเป็นแบบอย่าง
พระพุทธองค์ทรงสอนว่า บุคคลในโลกมีอยู่หลายจำพวก แต่เมื่อกล่าวโดยประเภทแล้วก็มีอยู่ ๔ จำพวก คือ
บุคคลจำพวกที่ ๑ เป็นบุคคลที่มาแบบมืด ๆ ก็ไปแบบสว่าง (ตโม โชติปรายโน)
บุคคลจำพวกที่ ๒ มาแบบสว่างก็ไปแบบมืด (โชติ ตโมปรายโน)
บุคคลจำพวกที่ ๓ มามืดก็ไปมืด (ตโม ตมปรายโน)
บุคคลจำพวกที่ ๔ มาสว่างก็ไปสว่าง (โชติ โชติปรายโน)
สำหรับจำพวกที่ ๑ ความหมายของธรรมภาษิตนี้ท่านขยายไว้ว่า ตโม โชติปรายโน คำว่า ตโม หมายถึง คนที่มาแบบมืด ๆ คำว่า มืด หมายถึง การถือกำเนิดของบุคคลนั้น เกิดมาจากส่วนของอกุศลกรรมในอดีต เช่น การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ เป็นต้น ได้ส่งผลให้มาถือกำเนิดในปัจจุบัน เมื่อถือกำเนิดแล้วก็เป็นคนที่มีความคิดที่มืดบอด ไม่มุ่งมั่นที่จะพัฒนาความคิด ความรู้ ความฉลาด ไม่มุ่งมั่นที่จะบำเพ็ญประโยชน์ทั้งเพื่อตนและผู้อื่น มุ่งมั่นแต่จะสร้างประโยชน์แก่ตนเองโดยมุ่งทำลายประโยชน์ของผู้อื่น ท่านเปรียบบุคคลผู้นี้ว่า เป็นผู้มามืด นั่นก็คือเกิดมาโดยกำเนิดที่มืด คำว่า มืด ก็คือพัฒนาได้ยาก เมื่อพัฒนาได้ยากเข้าใจอะไรได้ยาก ถ้าหากเป็นลูกเป็นหลานของเราก็เป็นคนที่สอนได้ยาก ภาษาธรรมท่านเรียกว่า กุลคนฺธโน เกิดมาแล้วก็ล้างก็ผลาญความมั่งมีศรีสุขของตระกูลของครอบครัว อย่างนี้เรียกว่า ตม หรือ ตโม แปลว่า มืด แต่เมื่อใดผู้ที่มามืดแล้วได้สำนึกในหน้าที่และกิจของตน ได้ลดละเลิกความมืดอันนั้น มุ่งมั่นศึกษาเล่าเรียนพัฒนาตนเอง จนมีความรู้ความเข้าใจ หันไปหาความเจริญงอกงามไพบูลย์ บุคคลผู้นั้นก็จะเรียกว่า โชติปรายโน นั่นก็คือ มีความสว่างไสวเป็นที่ไปข้างหน้า
บุคคลบางคนในโลกนี้เกิดมาแล้วในตระกูลที่ลำบากด้วยอกุศลกรรมในอดีต เมื่อเกิดมาแล้วก็ศึกษาเล่าเรียนปรับปรุงพัฒนาแก้ไขตนเอง เปลี่ยนแปลงจากพรสวรรค์ที่มีน้อยให้เป็นพรแสวง ทำให้ตนเองมีโอกาสมีจังหวะ ก็อาศัยความขยันนั่นแหละเป็นเหตุเขาย่อมมีความเจริญรุ่งเรืองมีความมั่นคงได้ ท่านยกพุทธดำรัสบทหนึ่งว่า ปฏิรูปการี ธุรวา อุฏฺฐาตา วินฺทเต ธนํ คนที่ขาดโอกาสในเบื้องต้น ปฏิรูปการี มีความมุ่งมั่นกระทำแต่สิ่งที่เหมาะที่ควร เอาการเอางานไม่ทอดทิ้งธุระ อุฏฺฐาตา มีความขยันหมั่นหาโอกาสและจังหวะย่อมหาทรัพย์ได้ พูดอีกอย่าง คนที่กระทำเหมาะสมเป็นคนฉลาด เป็นคนขยันเอาการเอางาน ย่อมมีโอกาสเป็นคนมั่งมีได้
เพราะฉะนั้น ตโม โชติปรายโน จึงหมายความว่า บุคคลที่ลำบากมาอย่างไม่มีหวังในเบื้องต้น ก็สมหวังในที่สุด
โชติ ความสว่าง ยังแสดงถึงปัญญา ได้แก่ ความรู้ความเข้าใจในเหตุและผล ดังที่ท่านแสดงไว้ว่า นอกจากความเพียรและความพยายาม ความสำรวมระมัดระวังและเสียสละแล้ว ไม่มีอันใดที่จะสร้างความสุขสวัสดีให้แก่สรรพสัตว์ในโลก พระพุทธพจน์บทนี้พระพุทธองค์ทรงสอนเรื่องความเปลี่ยนแปลงของกาลเวลา เช่น เราผ่านปีเก่าเข้าสู่ปีใหม่ ในจุดเริ่มต้นทุกคนก็หวังว่าชีวิตผ่านไปแล้ว แต่ความเจริญงอกงามของชีวิตใหม่นั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะเพียงความคิดว่าจะมีจะเป็นโดยไม่ลงมือทำอะไร พระพุทธองค์ท่านจึงทรงสอนว่า บุคคลจะเจริญด้วยโภคทรัพย์ และชีวิตอันสมบูรณ์ จะต้องปรุงแต่งด้วยคุณธรรม ๔ ประการ นั้นคือ
ประการที่ ๑ โพชฌังคะ ได้แก่ ปัญญาเครื่องตรัสรู้
ประการที่ ๒ ตบะ ได้แก่ ความเพียรพยายามละลายความชั่วร้ายให้หมดไป
ประการที่ ๓ อินทรียสังวร ได้แก่ สำรวมอินทรีย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจของตนให้อยู่ในขอบเขตอันจำกัด
ประการที่ ๔ สัพพนิสสัคคะ ได้แก่ สละเสียซึ่งความไม่ดีงามทั้งปวง
โพชฌังคะ แปลว่า ปัญญา เป็นเหตุให้ตื่นตัว อันเป็นปัญญาในหลักของการปฏิเสธความโง่ นั่นคือทำให้ตรัสรู้ธรรม เข้าในธรรม เข้าใจสภาวะที่เป็นจริง ดังที่พระพุทธองค์ทรงสอนว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมทั้ง ๗ ประการอันเป็นเหคุให้ตรัสรู้ที่บุคคลเจริญแล้ว ภาวนาแล้ว ทำได้มากแล้ว ปรารภดีแล้ว ย่อมนำมาซึ่งความตรัสรู้ธรรม”
ธรรมทั้ง๗ ประการคืออะไร ธรรมทั้ง๗ประการนั้นได้แก่โพชฌงค์ ๗ เช่น สติสัมโพชฌงค์ การที่จะรู้ตัวหรือตื่นตัวในเบื้องต้นก็อาศัยสติ ได้แก่ ความรอบคอบ ความหยั่งรู้ การกำหนดรู้สภาวะ ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน วางสิ่งที่เป็นอดีตให้เหือดแห้งไป และไม่มุ่งหวังในอนาคตอันมืดมน แต่ทำให้ท่ามกลางคือปัจจุบันให้ชัดเจน
พระพุทธองค์ทรงสอนเรื่องชีวิตว่า ปุพเพ ยัง วิโสเสสิ จงทำให้อดีตเหือดแห้งไป ปุพเพ หรือ ปุพพะ แปลว่า กาลก่อนก็คืออดีต ทำให้อดีตเหือดแห้งไป หมายความว่า อตีต คือ สิ่งที่ล่วงไปแล้ว อย่ามัวคำนึงถึงแต่อดีตจนลืมปัจจุบัน ประการต่อมาพระองค์ทรงตรัสว่า มชฺเฌ วิโสเธหิ จงชำระในท่ามกลางก็คือปัจจุบันให้มีความงดงามและสว่างผ่องใส สรุปก็คือว่าให้ปล่อยอดีตให้ล่วงเลยไปตามเหตุตามปัจจัย และวางอนาคตไว้ก่อนที่มันจะมา แต่พยายามขวนขวายในปัจจุบัน คือ ทำกิจทำหน้าที่ให้สมบูรณ์ทั้งส่วนของตนและผู้อื่น ถ้าทำได้อย่างนี้ท่านเรียกว่า
สติสัมโพชฌงค์ หมายถึง สติทำให้เรารู้ตัวตื่นตัวตลอดเวลา
อันดับต่อมา ธรรมวิจยะ หรือธรรมวิจัย ได้แก่ความใคร่ครวญถึงความถูกต้องดีงาม ในแง่ของการปฏิบัติ ธรรมวิจยะ ได้แก่การวิจัยธรรม นั่นคือการตรวจดูคุณงามความดีตัวเราว่า มีความเจริญงอกงามขึ้นหรือไม่ หรือลดลงกว่าเดิมใน ๒๔ ชั่วโมงก็ตรวจสอบว่าวันนี้เราทำความดีหรือยัง วันนี้ทำประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่นแล้วหรือยัง ให้เห็นถึงความเป็นจริงที่มีอยู่รอบตัวเรา จับปัจจุบันให้อยู่ตลอดเวลาเมื่อตรวจสอบได้อย่างนี้ ก็จะเข้าใจธรรมได้มากขึ้น
ประการสุดท้าย คือ อุเบกขา นั่นคือการปล่อยวางธุระ เมื่อทุกสิ่งทุกยอย่างเสร็จสิ้นแล้ว ลำดับแห่งธรรมเหล่านี้เป็นธรรมเป็นเหตุให้เกิดแสงสว่างที่เรียกกันว่า โชติปรายโน เมื่อมืดมาก็ทำสว่างให้เกิดขึ้น เช่น บางคนประมาทในเบื้องต้น แต่ภายหลังได้กลับตัวกลับใจ กลับหัวกลับหางให้เป็นคนดี บุคคลผู้นั้นก็ทำให้โลกนี้ให้สว่างขึ้น เหมือนพระจันทร์พ้นจากหมู่เมฆ เช่น พระพุทธองค์ทรงสอนว่า บุคคลผู้ใดในอดีตได้เคยประมาทแล้ว บุคคลผู้นั้นยับยั้งตัวเองได้ในปัจจุบันย่อมทำอนาคตให้รุ่งโรจน์เช่นพระจันทร์เมื่อพ้นจากก้อนเมฆแล้ว ย่อมทำให้ความมืดหมดไปฉะนั้นจึงเรียกว่า ตโม โชติปรายโน เกิดมามืดแต่ก็ไปอย่างสว่าง หรือมาอย่างหมดความหวังแต่ก็อยู่ไปอย่างมีหวัง
ประการที่ ๒ โชติ ตโมปรายโน ก็กลับข้างกัน ลำดับที่ ๑ มืดแล้วก็สว่าง ลำดับที่ ๒ สว่างแล้วมืด หมายความว่า คนที่เกิดมาในโอกาสที่เหมาะ มีตระกูล มีชาติ มีผู้อุปถัมภ์ คือ มารดาบิดา ให้ความสุขให้ความมั่นคง ให้ความมีอยู่ของตนเองดีแล้วเพราะชาติตระกูลอันนั้น แต่ต่อมาเป็นผู้ประมาทเป็นผู้ไม่มีคิดที่จะสืบความดีของวงศ์ตระกูลให้ดำรงคงอยู่ เกิดมาแล้วก็ผลาญความสุขตัดโอกาสของความมั่นคง บุคคลผู้นั้นแม้เกิดมาดีก็ ตโม ปรายโน นั่นคือมืดไปข้างหน้าแน่ ท่านยกอุปมาหลายอย่าง เช่น ในอดีตมีลูกเศรษฐี ๒ ตระกูล คือตระกูลผู้ชายก็ร่ำรวย ตระกูลฝ่ายหญิงก็ร่ำรวย เนื่องจากเป็นคนรวยพ่อแม่จึงไม่มุ่งมั่นให้ลูกได้ศึกษาเล่าเรียนศิลปวิทยา มักจะพูดตลอดเวลาว่า เงินทองกองเท่าภูเขาต่อให้เราอยู่จนตายก็ใช้ไม่หมด ไม่จำเป็นต้องเรียน จงอยู่อย่างเป็นสุขกับการใช้ทรัพย์สมบัตินี้ ครั้นต่อมาลูก ๆ ในตระกูลทั้งสองนั้นไม่ได้มุ่งมั่นในการศึกษา เมื่อไม่มุ่งมั่นในการศึกษาก็จะมีสิ่งหนึ่งเข้ามาแทรกนั่นคือ มีมิตรมีพวกที่เกียจคร้าน นักเลงหัวไม้ เมื่อมาเป็นพวกก็มีการมั่วสุม เมื่อมีการมั่วสุมก็ใช้ทรัพย์เป็นจำนวนมาก ในที่สุดทรัพย์จำนวนหลายโกฏินั้นก็หมดไป ทั้งฝ่ายหญิง ๘๐ โกฏิก็หมดไป ฝ่ายชาย ๘๐ โกฏิก็หมดไป เพราะไม่รู้คุณค่าของทรัพย์สมบัติ เมื่อทรัพย์หมดแล้วพรรคพวกที่เคยคบก็หายหมด เหลือแต่ตัวสามีภรรยาที่ต้องทนทุกข์ระทม ญาติพี่น้องก็หมดสิ้นความอาลัย สังคมหมดใยดี ในที่สุดก็พึ่งกระเบื้องกะลามะพร้าวออกเที่ยวขอทาน นั่นหมายความว่า เบื้องต้นนั้นมาดีแล้ว แต่ในที่สุดนั้นก็มืดไป เหตุก็คือไม่สนใจศึกษาเล่าเรียน ไม่คบคนดีที่จะแนะนำส่วนที่ดีให้แก่ตนเอง แต่เลือกคบคนไม่ดีที่มุ่งผลาญผลประโยชน์ ดังคำกลอนสอนใจที่ว่า
“เพื่อนกินสิ้นทรัพย์แล้วแหนงหนี หาได้หลายหมื่นมีมากได้
เพื่อตายถ่ายแทนชีวิตวาอาตม์ หายากฝากผีไข้ยากแท้จักหา”
ความหมายก็คือ เพื่อนกินนั้นมีมาก แต่พอมีเรื่องแล้วผู้ที่จะช่วยเหลือเพื่อนมันมีน้อย จึงเรียกกันว่า เพื่อนกิน เมื่อสิ้นทรัพย์ก็สิ้นเพื่อน ความหมายก็เป็นอย่างนี้ ท่านจึงใช้คำว่า โชติ ตโมปรายโน เมื่อเกิดมาดีแล้วรักษาความดีไม่ได้ ก็ไปแบบมืด ๆ คลืบคลานเหมือนหมู่หนอนที่อยู่ในของโสโครก
ประการที่ ๓ ตโม ตมปรายโน ในลำดับที่ ๓ นี้ค่อนข้างจะหนักหนาสาหัสสากรรจ์ เกิดมายังไม่ดีแล้วยังทำไม่ดีอีก ในเมื่อเกิดมาขาดโอกาสจะสร้างความเจริญงอกงามแก่ตน แต่ก็ไม่พยายามที่จะพัฒนาปรับปรุงแก้ไข กลับอาศัยชีวิตของตนนั้นไปสร้างความเดือดร้อนให้แก่ตนเองและผู้อื่น เมื่อเป็นดังนี้ชีวิตที่ตกอับก็ยิ่งจมดิ่งสู่ความมืดมนอนธกาล ในสังคมเราหาดูได้ทั่วไป เช่น คนที่ชอบขโมยของผู้อื่น เมื่อขโมยแล้วก็ชอบทำลายของผู้อื่นอีก ชีวิตที่มืดอยู่แล้วก็เพิ่มความมืดเข้าไปอีก สาเหตุก็เป็นอย่างนั้น เพราะความเกียจคร้านที่จะทำสิ่งที่ยากให้มันสำเร็จ ก็เพราะตัวเองไม่มีความเพียร ไม่มีความพยายาม ภาษาธรรมะก็มีอีกคำหนึ่งท่านเรียกว่าปทปรมะ หมายความว่า บทบาทนั้นมีมากแต่ความรับผิดชอบหรือความดีนั้นลดระดับ ภาษาธรรมะท่านยังแปล ปทปรมะ ว่า โง่ ใน อุคฆฏิตัญญสูตร ตติยปัณณาสก์ อังคุตตรนิกาย จตุกฺกนิบาต ได้แบ่งระดับคุณถาพของบุคคลออกเป็น ๔ ระดับ คือ
ระดับที่ ๑ คุณภาพยอดเยี่ยม เรียกว่า อุคฆฏิตัญญู (ผู้ที่พอยกหัวข้อก็รู้)
ระดับที่ ๒ คุณภาพยอด เรียกว่า วิปจิตัญญู (ผู้ที่พอขยายความก็รู้)
ระดับที่ ๓ คุณภาพเยี่ยม เรียกว่า เนยยะ (คนที่พูดกันรู้เรื่อง)
ระดับที่ ๔ คุณภาพแย่ เรียกว่า ปทปรมะ (ผู้มีบทเป็นอย่างยิ่ง)
ในระดับที่ ๑ อุคฆฏิตัญญู เป็นคนที่มีบารมีที่สมบูรณ์ มีสติปัญญาที่ฉลาดเฉียบคมและเฉียบแหลม ในสมัยนี้ที่เรียกว่า ไอคิวสูง เมื่อได้ยินได้ฟังก็เข้าใจได้โดยกระจ่าง สามารถที่จะคาดการณ์ในสิ่งต่าง ๆ ที่จะมีจะเป็นได้ ท่านเปรียบบุคคลประเภทนี้ว่า เหมือนดอกบัวที่โผล่พ้นน้ำ พอได้รับแสงแดดก็เบ่งบานทันที ท่านยกตัวอย่างพระเถระบางรูป เช่น พระพาหิยทารุจิริยะ ท่านผู้นี้เป็นนักบวชนอกพระพุทธศาสนา ได้ติดตามรับใช้ครูบาอาจารย์มาเป็นเวลานาน ในที่สุดตนเองก็ได้เป็นผู้นำลัทธิ ท่านได้ยินข่าวลือว่า สัมมาสัมพุทโธ โลเก อุปปันโน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติในโลก แต่เนื่องจากตนเองเป็นคนมีทิฏฐิ ถ้าจะไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าก็กลัวจะเสียเหลี่ยมครูบาอาจารย์ ก็นึกเขินในใจ แต่ด้วยความทุรนทุรายของชีวิต อยากรู้อยากเห็นอยากทราบ อยากแก้ไขข้อสงสัยเคลือบแคลงของตนเอง ทำให้นอนไม่หลับกระสับกระส่าย ผุดลุกผุดนั่ง เดี๋ยวอาบน้ำเดี๋ยวเข้าห้องน้ำ เดี๋ยวนอนเดี๋ยวนั่งอยู่อย่างนั้นชีวิตมันไม่สงบสุข จนกระทั่งตัดสินใจว่าจะไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ในเช้าวันนั้นพระพุทธเจ้าก็เสด็จบิณฑบาตผ่านมาตรงนั้นก็ได้โอกาส ปริพาชกท่านนี้เมื่อได้ทราบว่าพระพุทธองค์เสด็จมา ด้วยความดีใจก็รีบไปรอเฝ้าทางที่พระพุทธองค์จะเสด็จผ่าน เมื่อพระพุทธองค์เสด็จมาถึงก็รบเร้าให้แสดงธรรมโปรด เพราะถ้าไม่ได้ฟังก็จะตายแน่วันนี้ พระพุทธองค์ทรงตรัสว่าเป็นการไม่ควรที่ในขณะที่บิณฑบาตจะแสดงธรรม แต่เขาก็รบเร้า พระพุทธองค์ก็ทรงหยุด เมื่อหยุดแล้วก็ทรงแสดงธรรมบางประเด็นนั้นคือ “วาง” คำเดียวเขาก็บรรลุธรรมทันที เพราะรู้คำว่า“วาง” คืออะไร
วาง ก็คือ ว่าง ทำให้ตนเองว่าง บางทีในชีวิตของเราไม่ได้คิดถึงความว่าง อันนี้ก็มากอันนั้นก็ยุ่งมันไม่หยุด มันคิดอยู่ตลอดเวลาว่ามันไม่ว่าง ทั้งที่มันว่างอยู่ทุก ๆ ขณะที่เราทำให้จิตเกิดความว่าง แต่เนื่องจากเราไปกอดอุ้มมากเกินไปจึงต้องแบกทุกข์ เมื่อใดปล่อยวางก็สงบสุข ดังสุภาษิตจีนที่ว่า พอวางดาบก็เป็นอรหันต์ ฉะนั้น
ประการที่ ๔ โชติ โชติปรายโน สว่างไสวมาก็สว่างไสวไป หมายความว่า คนเกิดมาแล้วเป็นมนุษย์มีอาการ ๓๒ ได้พบคำสอนที่มีความงดงามในเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด ได้ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธองค์ที่ทรงสอนให้เราเข้าใจว่า สิ่งใดดี สิ่งใดไม่ดี สิ่งใดเป็นประโยชน์ สิ่งใดไม่เป็นประโยชน์ ละสิ่งที่เป็นโทษมุ่งแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ อย่างนี้ท่านจึงไปอุปมาด้วยบุคคลอีก ๔ จำพวกที่ยกเสริมมาว่า อุคฆฏิตัญญู หมายถึง คนที่มีสติปัญญาที่เฉียบคมฉับพลัน ลำดับที่ ๒ วิปจิตัญญู บุคคลที่มีความรู้มีสติปัญญารองลงมา เมื่อได้ยินได้ฟังแล้วอย่างชัดเจนก็เข้าใจ อันดับที่ ๓ เนยยะ ได้แก่ คนที่มีสติปัญญาระดับปานกลาง ต้องอาศัยการอบรม การแนะนำ การพร่ำสอน ก็จะเกิดความเข้าใจและตรัสรู้ธรรมได้ ลำดับที่ ๓ นี้มีมากที่สุด ในพระพุทธศาสนาก็มีสำนวนว่า เวไนยสัตว์ เวไนยชน หมายถึง คนที่แนะนำได้ผู้ที่เป็นพุทธบริษัททุกคนจะต้องเป็นเนยยะ คือพูดกันรู้เรื่อง คือฟังคำสอนของพระพุทธเจ้าก็รู้เรื่องก็จัดเป็นเนยยะ
ถ้าพุทธบริษัทใดมีแต่ชื่อ พูดก็ไม่รู้เรื่อง ฟังก็ไม่รู้เรื่อง แถมยังมากเรื่องอีก ก็ไม่ใช่เป็นเนยยะ ผิดความประสงค์ ในความหมายของพุทธบริษัทจริง ๆ ก็คือ เนยยะบุคคล บุคคลที่บอกได้ แนะได้ สอนได้ ปรับปรุงตนเองตลอด สอนตนเองได้ ดังที่ภาษาท่านพูดเป็นประจำว่า “อ่านตัวเองก็ออก บอกตัวเองได้ ใช้ตัวเองเป็น เห็นตัวเองชัด ปฏิบัติตัวเองถูก” พวกนี้เรียกว่า เนยยะ มีมากที่สุด ถ้าคิดเป็นอัตราเฉลี่ยพวกเนยยะนี้ก็มีประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นในโลก ส่วนที่เป็น อุคฆฏิตัญญู เบื้องต้นน่าจะประมาณ ๑๕ เปอร์เซ็น ยังมีอีกจำพวกหนึ่งก็คือ ปทปรมะ ปท แปลว่า บทบาท ปรมะ แปลว่า มาก ปทปรมะ มีบทบาทมากทุกเรื่อง ไม่ว่าจะมีอะไรจะก็แทรกไปทุกเรื่อง ปลุกไปทุกเรื่อง ก่อกวนไปทุกเรื่อง ระดมไปทุกเรื่อง หนัก ๆ เข้าก็ก่อหวอดไปทุกเรื่องเหมือนกัน แต่ไม่ค่อยได้เรื่องซักเรื่อง วัตถุประสงค์ของคนทำมุ่งเอาความสำราญใจเป็นหลัก ไม่ได้มุ่งว่าความเจริญขึ้นอยูตรงไหน ภาษาธรรมะท่านจึงใช้คำว่า ปทปรมะ แปลว่า โง่ คำว่า โง่ ก็คือ ช่วยตัวเองไม่รอดนั่นเอง
เพราะฉะนั้น ในลำดับแห่งประเภทของบุคคลที่ปรากฏนั้น ท่านสรุปง่าย ๆ ว่า
บางคนมามืด แต่ก็ไปสว่าง
บางคนมาสว่าง แต่ที่หลังไปมืด
บางคนแม้อยู่มืด ๆ มามืด ๆ แต่ก็ไปมืด ๆ
บางคนอยู่อย่างสว่าง มาอย่างสว่าง ก็ไปอย่างสว่าง
บางคนมีสติปัญญาคม บางคนมีสติปัญญาปานกลาง แต่บางคนนั้นครบทั้งลักษณะ ทั้งเฉียบทั้งคม ทั้งปานกลางแต่ไม่ได้เรื่องซักอย่าง ประเภทอย่างนี้เรียกว่า ปทปรมะ สมด้วยพระพุทธดำรัสที่อัญเชิญมานั้นว่า อปฺปมตฺตา น มียนฺติ ซึ่งแปลว่า คนไม่ประมาท จึงเป็นคนไม่ตาย
ที่ยกไว้ในตอนต้นว่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พระองค์ ท่านได้อุบัติแล้วในชาติขัตติยตระกูล ได้ทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจน้อยใหญ่ทั้งในด้านการแพทย์ การศึกษา การสาธารณสงเคราะห์ สาธารณประโยชน์สาธารณสุข และอื่น ๆ อีกเป็นอเนกประการ ผลงานที่พระองค์ท่านทำไว้จึงปรากฏเป็นเครื่องเชิดชูความสง่างามนั้น แม้พระสรีระร่างกายจะดับไปตามเหตุตามปัจจัย แต่ว่าคุณงามความดีนั้นยังเอื้อประโยชน์แก่คนหมู่มากทั้งในประเทศ ต่างประเทศ พระองค์ก็เปรียบเสมือนบุคคลแม้ตาย แต่ก็เหมือนยังไม่ตาย เพราะพระองค์ทรงดำรงอยู่โดยพระคุณอเนกประการ ดังพรรณนามา ฉะนี้.
วายาโมภิกขุ พิมพ์/ทาน
แก้ไขล่าสุด (วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม 2009 เวลา 21:35 น.)
Comments