Joomla TemplatesWeb HostingWeb Hosting

Home สฺวาคตนฺเต

อิติปิโส อิ

พระธรรมเทศนาที่ พระเดชพระคุณหลวงพ่อเจ้าอาวาสฯ แสดงไว้เมื่อ วันพระแรม ๘ ค่ำ เดือน ๑๑ วันที่ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๐

อิติปิโส อิ

อิฏฺโฐ สพฺพญฺญุตญญาณํ    อิจฺฉนฺโต อาสวกฺขยํ

อิฏฺฐํ ธมฺมํ อนุปตฺโต           อิทฺธิมนฺตํ นมามิหํ

           ณ ลำดับต่อไปนี้จะแสดงพระธรรมเทศนาในพุทธคุณคาถา พรรณนาคุณแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในลำดับแห่งบทพระพุทธคุณที่เรากล่าวโดยทั่วไปว่า อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ เป็นต้น

           ในวันพระแรม ค่ำที่ผ่านมานั้น ได้กล่าวถึง อิติปิโส รัตนมาลา จำนวน ๑๐๘ โดยแบ่งเป็นส่วนของพระพุทธคุณ ๕๖ พระธรรมคุณ ๓๘ และพระสังฆคุณ ๑๔ รวมแล้วก็ ๑๐๘ ใน ๑๐๘ นี้ก็จะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ๑๐๘ พระคาถา ใน ๑๐๘ คาถา ก็จะนำส่วนที่เป็นอักขระเบื้องต้นมาขยายความ เพื่อที่จะอธิบายว่าแต่ละอักขระที่เราสวดนั้น หมายถึงอะไร เช่น ในอักขระที่ ในบทพุทธคุณว่า อิติปิโส ภะคะวา ก็จะแยกเฉพาะ อิ อันเป็นอักษรในเบื้องต้น มาประพันธ์เป็นรูปของคาถา คือบทสวดดังที่ยกเป็นอุทเทสในเบื้องต้นว่า

อิ ได้แก่ อิฏฺโฐ

อิ ได้แก่ อิจฺฉนฺโต

อิ ได้แก่ อิฏฺฐํ

อิ ได้แก่ อิทฺธิมนฺตํ

            ก็จะได้เป็นอักขระว่า อิ ที่เรียกว่า อิฏฺโฐ อันเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งพระพุทธคุณ อิ ในความหมายที่ว่านั้นท่านขยายเป็นรูปของคาถาที่เป็นบทเริ่มต้นว่า อิฏฺโฐ แปลว่า ปรารถนาแล้ว เช่นในบทนี้ว่า

        อิฏฺโฐ สพฺพญฺญุตญฺญาณํ พระผู้มีพระภาคพระองค์ใดทรงปรารถนาแล้วซึ่งสัพพัญญุตญาณ

        อิจฺฉนฺโต อาสวกฺขยํ ทรงปรารถนาอยู่ซึ่งความสิ้นอาสวะ

        อิฏฺฐํ ธมฺมํ อนุปตฺโต ทรงบรรลุแล้วซึ่งธรรมที่พระองค์ทรงปรารถนาแล้ว

        อิทฺธิมนฺตํ ข้าพเจ้าขอน้อมนมัสการพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้ทรงสำเร็จสมประสงค์ทุก ประการ

ในที่นี้ ก็จะขยายแต่ละคำพอให้เข้าใจว่า ที่เราสวดแต่ละครั้งแต่ละวันหรือทุกวันธรรมสวนะว่า อิติปิโส ภะคะวา เป็นต้นนั้น  ก็ยังมีความหมายที่หลากหลายออกไป คำว่า อิฏฺโฐ แปลว่า ปรารถนา ในความหมายพระผู้มีพระภาคทรงปรารถนาอะไร ในนี้ก็จะขยายว่า สพฺพญฺญุตญญาณํ ทรงปรารถนาแล้วซึ่งสัพพัญญุตญาณ คำว่า สัพพัญญุตญาณ แปลว่า ความเป็นผู้รู้ทุกอย่าง สัพพะ แปลว่า ทุกอย่าง ญาณะ แปลว่า รู้ เมื่อรวมเป็นความหมายแห่งธรรมก็จะได้ศัพท์ว่า สพฺพญฺญุตญญาณํ พระปรีชาหยั่งรู้ทุกอย่าง

สัพพัญญุตญาณ ผู้ที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ก็ต้องรู้ทุกอย่าง ผู้รู้ทุกอย่างก็เรียกว่าสัพพัญญู คำว่าทุกอย่างคือรู้อะไร รู้ทั้งธรรมที่เป็นรูป รู้ทั้งธรรมที่เป็นนาม รู้ทั้งธรรมที่เป็นสังขตะ คือถูกปรุงแต่ง อสังขตะ คือไม่ถูกปรุงแต่ง รู้ทั้งธรรมที่เป็นโลกียะ และโลกุตตระ โลกียะ หมายถึง ธรรมที่อยู่กับโลกอย่างพวกเราทั้งหลายนั้นเกิดอยู่กับโลกตายอยู่กับโลก โลกุตตระ คือ ธรรมที่เหนือโลก ได้แก่จิตที่พ้นไปจากความวุ่นวายของโลก พระองค์ทรงรู้ธรรมอย่างนี้ นอกจากนั้นก็ยังขยายส่วนไปว่า โลกวิทู คือรู้แจ้งโลก คำว่า แจ้งโลก หมายถึง โลกมีหลายโลก เช่น โลกที่เป็นมนุษย์ โลกที่เป็นเทวดา โลกที่เป็นพรหม โลกที่เป็นมาร เป็นต้น เรียกว่า โลก รวมทุกโลกเข้าด้วยกันเรียกว่า จักรวาล เช่น ในบทสวดที่ว่า พระผู้มีพระภาคทรงรู้ซึ่งมนุษย์โลก เทวโลก พรหมโลก มารโลก เป็นต้น ในแต่ละโลกที่มารวมกันท่านเรียกว่า จักรวาล

จักรวาลมีจำนวนเท่าไร ในบทขัดรตนสูตรบอกว่า โฏฏิสตสหสฺเสสุ จักฺกวาเลสุ จักรวาลมีอยู่แสนโกฏิจักรวาล แสนโกฏิจักรวาลยังมีโลกที่อยู่ในนั้นเป็นจำนวนมาก เป็นอสงไขย คือนับไม่ถ้วน การที่รู้ทั้งหลายทั้งปวงในโลกนี้ โลกอื่น โลกหน้า อันนั้นเรียกว่าความเป็นสัพพัญญู ความเป็นสัพพัญญูแห่งธรรมที่พระองค์ทรงรู้ทั้งปวง ท่านจึงเรียกว่า สัพพัญญุตญาณ คือพระปรีชาสามารถที่ทรงหยั่งรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง

ทุกสิ่งทุกอย่างเมื่อสรุปในเรื่องของ ญาณ ก็จะรู้ในลักษณะ ประการ

     ประการที่หนึ่ง บุพเพนิวาสานุสติญาณ ทรงรู้ว่าสัตว์โลกเป็นอยู่ในอดีตนั้นจะเป็นอย่างไร เรียกว่ารู้ความเป็นอยู่ พฤติกรรม การกระทำ ที่เรียกว่าเป็นบุพเพสันนิวาส บุพเพ ก็แปลว่า ครั้งก่อนหรืออดีต สันนิวาส แปลว่า อยู่ หรือสิ่งที่มีอยู่ในสันดานของตน บุพเพสันนิวาสได้แก่ รู้ว่าสัตว์ทั้งปวงทำอะไร ทำดี ทำชั่ว ก็ทรงรู้ แม้แต่ว่าสัตว์นั้นไปเกิดในภพในภูมิใด อยู่อย่างไรก็ทรงรู้แล้วทั้งนั้น

     ประการที่สอง จตูปปาตณาณ รู้การจุติและเกิดของสรรพสัตว์

     ประการที่สาม อาสวักขยญาณ รู้ความสิ้นไปแห่งกิเลส มีโลภะ โทสะ โมหะ เป็นต้น

พระองค์ทรงรู้อย่างนี้ จึงเรียกว่าพระองค์ทรงเป็นสัพพัญญู และทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ คือความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง

เรื่องของญาณนั้นยังมีอีกมาก บางทีก็เรียกว่า ทศพลญาณ หมายถึงญาณที่มีกำลัง ๑๐ คือญาณของพระทศพล ยังมีญาณอีกชนิดหนึ่งคือญาณของผู้ที่จะก้าวไปสู่ลำดับของการปฏิบัติ ท่านก็เรียกว่าโสฬสญาณ คือญาณ ๑๖ ผู้ที่ปฏิบัติธรรมหรือปฏิบัติกรรมฐาน ล่วงจากระดับสมถกรรมฐานขึ้นสู่ระดับวิปัสสนากรรมฐาน ท่านก็จะเริ่มนับระดับของญาณ คือความรู้จะเพิ่มขึ้นทีละขั้น จากขั้นที่ เรียกว่าญาณที่ ไปจนถึงขั้นสุดท้ายนั้นก็คือญาณที่ ๑๖ ถ้าเราปฏิบัติธรรมได้กำหนดอยู่ในทุกขณะซึ่งนาม-รูป เราจะรู้ว่าสิ่งต่าง ที่เกิดขึ้นอยู่กับเรา ในใจของเรา ในความคิดของเรา ในการกระทำของเราชัดเจนขึ้น สิ่งต่าง ในอดีตก็จะปรากฏแก่เราไม่ว่าดีหรือชั่ว อาจจะเป็นความคิดนึกหรือเป็นภาพปรากฏให้เห็นนั้น คือการรับรู้ในลักษณะของญาณ เมื่อปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ก็เป็นไปตามลำดับของญาณ จะยกมาเพียง ๓-๔ ญาณ

ญาณที่ นามรูปปริจเฉทญาณ หมายถึง ญาณการกำหนดรู้ นาม-รูป

นาม ได้แก่ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่เกิดขึ้นอยู่กับเรา เราเกิดเวทนารู้สึกสุขหรือทุกข์ เมื่อยืนเดินนั่งนอน ความรู้สึกว่ามันอึดอัดนั้นคือเป็นทุกขเวทนา รู้สึกว่าสบายโปร่งใจก็เป็นสุขเวทนา ไม่รู้สึกว่ามันเป็นสุขเป็นทุกข์ก็เป็นอุเบกขาเวทนา ความรู้สึกอย่างนี้เรียกว่าเป็นญาณ เป็นการกำหนดรู้ในส่วนที่เป็นนาม ในเรื่องของสัญญาคือ การจำได้หมายรู้ เมื่อใจเรากำหนดอย่างมีสติอย่างพร้อมเพรียงด้วยสัมปชัญญะ หรือความเพียรพยายาม เมื่อนั้นสัญญาคือความจำของเราจะเข้มจะมั่นจะไม่หลงไม่ลืม เราจำได้เป็นเรื่องของสัญญา สัญญาจะมีความเข้มแข็งก็ต่อเมื่อเรามีสติสัมปชัญญะ ถ้าสติสัมปชัญญะอ่อนลงสัญญาก็อ่อนลงเช่นกัน ประการต่อมาเรากำหนดในเรื่องของสังขาร คำว่าสังขารเป็นเจตสิกได้แก่ ความดีความชั่ว คือบุญกับบาปอันเกิดขึ้นในจิตของเราแสดงออกมาทางกาย วาจา ให้ปรากฏภายนอกอันนี้เรียกว่าสังขาร หมายถึงสิ่งที่ปรุงแต่งจิตให้จิตดีขึ้นให้จิตเลวลงเรียกว่าสังขารเป็นนาม วิญญาณ ได้แก่ความรู้แจ้งชัดในสื่อในอารมณ์อันมาปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจของเรา เช่น รู้ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และอารมณ์แห่งใจ เรารู้อย่างนี้เรียกว่าวิญญาณ คือ นาม

ส่วนรูป ได้แก่ สิ่งที่ปรากฏให้เห็นก็ดี ที่รู้ได้โดยการสัมผัสก็ดี ที่รู้ได้โดยสติสัมปชัญญะเข้าไปกำหนดก็ดี ในรูปที่ละเอียดไม่ว่ารูปที่ไกลที่อยู่ใกล้ รูปหยาบรูปละเอียดรูปประณีต อย่างนี้เป็นต้น ก็สามารถกำหนดรู้ได้ด้วยญาณ

ในญาณที่ นามรูปปริจเฉทญาณ หมายถึงความรู้ความเชี่ยวชาญ ด้วยการกำหนดรู้นาม-รูปที่ตั้งอยู่และดับไปทุกขณะ เรานั่งอยู่นี้นามกับรูปตั้งอยู่ดับไปอยู่ทุกขณะ บางทีเรากำหนดเฉพาะความดับ แต่อันที่จริงความดับความเกิดของชีวิตเราเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปทุก ขณะ เมื่อใดเราเปลี่ยนแปลงอิริยาบถก็เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป เมื่อใดเราหายใจเข้าออกก็เป็นการเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ก็จะเป็นอย่างนี้

ความเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป จิตดวงเก่าดับไปดวงใหม่เกิดขึ้นสืบเนื่องกันอยู่ตลอดเวลา เพราะความคิดต่อเนื่องเราจึงมีชีวิต เมื่อใดความคิดดับขาดจังหวะท่านเรียกกันในภาษาธรรมะว่า อุปัจเฉทะ คือถูกตัดขาดโดยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง รูปชีวิต ชีวิตอันเป็นส่วนของรูปก็ดับลง นามชีวิต ชีวิตอันเป็นส่วนของนามก็ดับลง ภาษาธรรมะภาษาอภิธรรมเรียกว่า ความขาดไปของอินทรีย์ คือความเป็นใหญ่แห่งร่างกายนั้นคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หมดสภาพลงไป ถ้าเป็นภาษาธรรมะก็จะเข้าใจยาก แต่ถ้ากำหนดให้เป็นธรรมชาติแบบที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ก็จะเข้าใจได้เองว่าชีวิตของเราเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปอยู่ทุกขณะ ความโง่ดับไปความฉลาดเกิดขึ้น ความฉลาดดับไปความโง่ก็เกิดขึ้น สลับกันไปอย่างนี้เราเรียกว่า ความเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปเช่นกัน

บางทีเรานั่งอยู่นี้บุญเกิดขึ้นบาปหายไป บางทีบาปเกิดขึ้นบุญก็หายไป ขึ้นอยู่กับชั่ววูบของความคิดทุกขณะ เมื่อใดเราตั้งความคิดได้ถูกบุญก็เกิดขึ้นในขณะนั้น เมื่อใดเราตั้งความคิดไว้ผิดบาปก็เกิดขึ้นมาแทนที่ ความสุขความทุกข์จึงเกิดขึ้นชั่ววูบของจิตที่เราคิด ความดีความงามก็เกิดขึ้นชั่ววูบของความคิด ความกตัญญูกตเวทีก็เกิดขึ้นชั่ววูบของความคิด แต่ถ้าเราสืบความคิดนั้นไว้นาน ความดีเกิดขึ้นก็ตั้งอยู่ได้นาน ความชั่วเกิดขึ้นก็ตั้งอยู่ได้นาน ขึ้นอยู่ว่าเราจะตั้งความคิดนั้นให้เป็นอย่างไร ญาณอย่างนี้จึงเรียกว่า นามรูปปริจเฉทญาณ คือการกำหนดรู้นามกับรูปนั่นเอง ความเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ความเปลี่ยนแปลงคือความไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา แต่ว่าเรากำหนดรู้แบบหยาบ กำหนดทันบ้างไม่ทันบ้าง บางทีกำลังกำหนดมดกัดก็หายแล้ว กำลังจะกำหนดยุงกัดก็หยุดแล้ว อย่างนี้คือกำหนดแบบหยาบ แล้วก็จะก้าวสู่ญาณที่

ญาณที่ ปัจจยปริคคหญาณ ได้แก่ความกำหนดรู้ในส่วนที่ระหว่างนามกับรูปจะต้องอาศัยกันคือเป็นปัจจัยเกื้อกูลต่อกัน รูปจะอยู่ได้ก็เพราะมีนามคือมีเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จึงจะมีอาการแสดงออกได้ ในส่วนที่เป็นนามจะแสดงออกมาได้ก็ต้องมีรูป เมื่อใดรูปปรากฏนามก็ปรากฏ เมื่อใดรูปดับนามก็ดับ การเกื้อกูลต่อกันอย่างนี้ท่านจึงเรียกว่า ปัจจัยปริคคหญาณ คือ การรู้รูปได้ก็อาศัยนาม เราจะรู้ว่านามก็อาศัยรูปคือส่วนที่เราสัมผัสได้ด้วยการกำหนดรู้เป็นการกำหนดหยาบ ของการปฏิบัติ แล้วก็จะก้าวสู่ญาณที่

ญาณที่ สัมมสนญาณ ในสัมมสนญาณนี้ก็ เป็นญาณที่เห็นไตรลักษณ์ คือเห็นอนิจจัง ความไม่เที่ยงของรูปนาม เห็นทุกขัง คือความทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ของรูปนาม เห็นอนัตตา ความบังคับบัญชาไม่ได้ของรูปนาม แต่ว่าความเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในญาณที่ นี้ยังเอาสมมติบัญญัติมาปน ยังมีสุตมยปัญญา คือปัญญาที่เกิดจากได้ยินได้ฟังมา และเอาจินตามยปัญญาความตรึกนึกคิดมาปนอยู่ด้วย ถือว่ายังไม่บริสุทธิ์ในการเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เมื่อผู้ปฏิบัติได้ทำความเพียรกำหนดดูรูปนามเรื่อยไปก็จะก้าวขึ้นสู่ญาณที่

ญาณที่ คือ อุทยัพพยญาณ หมายถึง การกำหนดรู้การเกิดและการดับของสังขารที่ปรากฏอยู่กับตัวของเราเอง อุทย แปลว่า เกิด พะยะ แปลว่า ดับ, เสื่อม มาจากคำว่า วยะ แต่ในหลักของภาษาสามารถจะแปลงตัวที่เป็นพยัญชนะอักษร ให้เป็นตัว ได้ จะได้รูปเป็น อุทยัพพยญาณ ญาณคือการกำหนดรู้การเกิด การเสื่อมไปของสังขาร อย่างที่เรานั่งอยู่นี้ความเกิดขึ้นความเสื่อมไปนั้นเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่เราเปลี่ยนความคิดอย่างหนึ่งไปรับความคิดอีกอย่างหนึ่งนั้น ก็เกิดขึ้นเสื่อมไป เกิดขึ้นเสื่อมไป ต่อเนื่องกันไปอย่างนี้

อุทยัพพยญาณ แบ่งออกเป็น ประเภท คือ

๑. อุทยัพพยญาณ ญาณที่มีกำลังอ่อน สามารถสัมผัสได้ว่าความเกิดขึ้นและก็ดับไปหรือที่เราพิจารณาว่า ยุบหนอ-พองหนอ คือกำหนดระหว่างยุบกับพอง แต่การตั้งอยู่ของลมหายใจเรากำหนดไม่ได้ เพราะกำลังของสมาธิอ่อน ญาณก็อ่อน ถ้าเราปฏิบัติกรรมฐานที่ภาวนาว่า ยุบหนอ-พองหนอ นั้นก็คือกำหนดต้นกับปลาย คำว่า ยุบ หมายถึง พะยะ แปลว่า ดับ คำว่า พอง หมายถึง อุทย แปลว่าเกิด นั้นก็คือเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เกิดหนอดับหนอ เกิดหรือพองนั้นเรากำหนดได้ ดับหรือยุบเรากำหนดได้ แต่ที่ตั้งอยู่ของจิตเรากำหนดไม่ได้ ยุบหนอ-พองหนอ นั้นเป็นการภาวนาระหว่างจุดเริ่มและจุดดับของจิตที่มันเกิดขึ้นรับอารมณ์หรือการเข้าไปกำหนดลมหายใจ แต่เรามิได้กำหนดว่าตั้งอยู่เพราะอะไร เพราะญาณอ่อนเรากำหนดไม่ได้ จึงกำหนดเฉพาะ ขณะ คือ ขณะเกิดและขณะดับ อย่างนี้เรียกว่าอุทยัพพยญาณ อันเป็นญาณส่วนที่ ที่มีกำลังอ่อนเรียกว่า ตรุณอุทยัพพยญาณ

๒. อุทยัพพยญาณ ที่มีกำลังกล้าเรียกว่า พลวอุทยัพพยญาณ สามารถกำหนดได้ ขณะ เช่น พองหนอเรากำหนดได้ ความตั้งอยู่ของความพองเรากำหนดได้ ความดับไปของความพองเรากำหนดได้ อย่างนี้เรียกว่า เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป อุทยัพพยญาณที่มีกำลังกล้าสามารถที่จะขึงแนวปฏิบัติได้ทั้ง ขณะ เมื่อใดลมหายใจพองขึ้นเรากำหนดได้ว่านี้พองหรือเกิด เมื่อใดลมหายใจนิ่งอยู่ชั่วขณะ เมื่อนั้นเรากำหนดได้ว่าตั้งอยู่ เมื่อใดลมหายใจสลายไปนั้นก็คือยุบ เรากำหนดได้ว่าขณะจิตหนึ่ง มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป

การปฏิบัติตามหลักของวิปัสสนากรรมฐานในญาณที่ ๑ ญาณที่ และญาณที่ นั้นยังเกี่ยวพันอยู่กับสมถะ คือ การกำหนดเพื่อให้จิตสงบ เมื่อจิตสงบแล้วสามารถที่จะก้าวลำดับในการยกจิตนั้นสู่ญาณที่ ต่อไป

ในฌานที่ ก็จะผสมผสานระหว่างสมถะคือ สมาธิกับวิปัสสนา เป็นการกลมกลืนการปรับระดับของจิต แต่ในฌาณที่ นั้นเมื่อญาณเข้มแข็งขึ้น สติสัมปชัญญะ ความเพียรกล้าแกร่งญาณก็จะแยกส่วนระหว่างสมถะและวิปัสสนาอย่างชัดเจนขึ้น หมายความว่า วิปัสสนาที่มีอาการที่ชัดเจนจะเริ่มขึ้นในระดับญาณที่ นี้ ถ้าหากโยคีผู้ใดปฏิบัติก็จะปรากฏนิมิตขึ้น เห็นโน้นเห็นนี้ บางทีได้ยินเสียงโน้นเสียงนี้ปรากฏขึ้นในนิมิตแห่งจิต นั่นคืออารมณ์ของวิปัสสนาก็จะเริ่มจากจุดนี้ วิปัสสนูปกิเลสก็จะเกิดขึ้นตรงนี้ เช่น โอภาส แสงสว่าง เป็นต้น

สำหรับนักปฏิบัติ จะเริ่มจากสติที่มั่นคง สัมปชัญญะมั่นคง ความเพียรมั่นคง บางทีบางคนอาจจะตกใจว่าได้ยินเสียงหวีดเสียงหวิวอะไรต่าง ๆ นั้นหมายถึงว่า อาการของญาณกำลังปรากฏชัดเจนขึ้น ถ้าเป็นการเดินทาง สมถะก็มาส่งขึ้นเรือแล้ว ฌานที่ เราผู้โดยสารก็ลงเรือ สมมติว่าเป็นวิปัสสนานาวา เพราะฉะนั้นเสียงสั่ง เสียงอวยพร ก็จะเกิดขึ้นระหว่างผู้ส่งกับผู้ถูกส่ง วิปัสสนากับสมถะก็เหมือนกัน เมื่อสมถะเป็นบาทมาส่งขึ้นฝั่งคือฌานที่ แล้ว อาการปรากฏนิมิตหรือวิสภาคารมณ์ อันเป็นคลื่น เป็นฝุ่นคลุ้ง เป็นสีสัน เป็นแม่น้ำ เป็นกรวดทราย หรือปรากฏเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นตัวตนเราเขา บางทีจะปรากฏอย่างชัดเจน ต้องกำหนดให้ดี ถ้าหากไปติดอยู่ในรูปอย่างที่ปรากฏ ญาณก็เริ่มจะแกว่ง มิจฉาญาณ คือความเข้าใจผิด ความรู้ผิด จะเริ่มเกิดขึ้นจากตรงนี้ เมื่อจิตเข้าไปกำหนดอย่างดิ่งเราจะแก้ไขได้ยาก พอนั่งลงก็เริ่มจะสั่นเป็นนกตกน้ำแล้ว นั่นแสดงว่ากำหนดผิดเป็นมิจฉาญาณ เมื่อเรากำหนดได้ชัดเจนอาการอย่างอื่นจะไม่ปรากฏ จะมีปัญญาที่ไหลลื่นแล้วก็รู้ชัดว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่มีอยู่กับเรานั้นเป็นอย่างไรจะรู้ชัดเจนยิ่งขึ้น อันนี้เป็นเรื่องญาณที่ ฯลฯ

เพราะฉะนั้น ในบทที่ว่า อิฏฺโฐ สพฺพญฺญุตญญาณํ พระผู้มีพระภาคพระองค์ใดทรงปรารถนาแล้วซึ่งสัพพัญญุตญาณ ก็หมายความว่า พระองค์ทรงปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้า ความปรารถนาของพระองค์อันนั้นสำเร็จแล้ว ในท่อนที่สองที่ว่า อิจฺฉนฺโต อาสวกฺขยํ พระองค์ทรงปรารถนาอยู่ซึ่งความสิ้นไปแห่งอาสวะ คำว่า อาสวะ เป็นกิเลส แปลว่าหมักดอง หมายถึงกิเลสที่หมักดองอยู่ในจิตของเรา เหมือนพวกเมรัยพวกของมึนเมาที่หมักดอง ท่านเปรียบกิเลสว่าเป็นเหมือนเครื่องหมักดองอันอยู่ในจิตของเรา ทำให้จิตมันเปรี้ยว ทำให้จิตมันร้อน ทำให้จิตมันงมงาย ทำให้จิตมันโลดโผนโจนทะยาน มันนิ่งสงบหรือดองหรือหมักหมมอยู่ในนี้ ท่านเรียกว่า อาสวะ

อาสวะนั้นมี กลุ่มใหญ่ คือ

๑. กามาสวะ อาสวะคือ กาม

๒. ภวาสวะ อาสวะคือ ภพ

๓. อวิชชาสวะ อาสวะคือ อวิชชา

กาม คือ ความใคร่ ความอยากได้ มี อย่างคือ กิเลสกาม กิเลสเป็นความใคร่ ๑ วัตถุกาม วัตถุเป็นเหตุใคร่ ๑ ความเพลิดเพลินในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ความลุ่มหลง ความยินดี อย่างนี้ท่านเรียกว่า กามาสวะ มันหมักอยู่ในจิตตัดได้ยาก คนที่จะตัดกามาสวะนี้ได้ต้องบรรลุตั้งแต่อนาคามีมรรคขึ้นไป ส่วนปุถุชนก็คงกำหนดว่าอันไหนเป็นโทษ ถ้ามันมากไปก็เป็นโทษ ถ้ามันน้อยไปก็เป็นโทษ กำหนดให้อยู่ในความพอดี มัฌฌิมาปฏิปท กามก็จะเอื้อประโยชน์ต่อการปรับปรุงการพัฒนาสร้างสมคุณงามความดีต่อไปได้

ประการที่สอง ภวาสวะ อาสวะ คือ ภพ คำว่า ภพ มาจาก ภวะ แปลว่า ความมีความเป็น ออกมาจากคำว่า ภู เอาสระอูขึ้นเป็นสระโอ เอาสระโอขึ้นเป็น อวะ ก็ได้รูปว่า ภวะ แผลงอักษร เป็นตัว ว่า ภพ ภวะ ได้แก่ ความอยากมีอยากเป็น อยากได้ อยากมีตำแหน่ง อยากมีอะไรต่อมิอะไร อยากเด่นอยากดัง การที่จะกำหนดภะวะอย่างนี้ ถ้าเป็นนักปฏิบัติก็จะกำหนดในเรื่องของ รูปญาณ ผู้บำเพ็ญสมถะเมื่อบำเพ็ญไปแล้ว รูปฌาณก็จะเกิดขึ้น เช่น วิตก วิจาร ปิติ สุข เอกัคคตา ในความหมายก็จะเป็นภวะ บางทีท่านก็เรียกว่าเป็น รูปาวจร ในเรื่องของอภิธรรมท่านใช้คำว่า รูปาวจรจิต หมายถึง จิตที่ท่องเที่ยวอยู่ในรูปภพ ถ้าหากว่าบำเพ็ญสมาธิได้ขั้นนี้ เวลาดับไปก็จะไปเกิดในรูปพรหมทั้ง ๑๖ ชั้นนั้น อรูปาวจรจิต จิตที่ท่องเที่ยวอยู่ในอรูปฌาน ที่ท่านบัญญัติเรียกเป็นศัพท์ค่อนข้างจำยากว่า อากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวาสัญญานาสัญญายตนะ เป็นเรื่องของข้อปฏิบัติ ผู้ใดกำหนดได้ถึงขั้นนี้เมื่อดับไปก็ไปเกิดในอรูปพรหม

ประการที่สาม เป็นส่วนที่หนักสุด อวิชชาสวะ อาสวะเครื่องหมักดอง คือ อวิชชา ออกมาจากคำว่า อะ กับ วิชชา อะ แปลว่าไม่มี นัตถิ แปลว่า ไม่มี วิชชา แปลว่า ความรู้ นัตถิ วิชชา ความรู้ไม่มี เมื่อนำมาเป็นศัพท์ที่ใช้ในส่วนที่ประกอบหรือเรียกว่าเป็นนาม ท่านก็แผลงมาเป็น นะ แปลว่าไม่ เป็นคำปฏิเสธ เมื่อ นะ มาปฏิเสธกับตัวพยัญชนะคือตัว ในหลักของไวยากรณ์นั้นให้ผัน นะ ตัวนั้นไปเป็น อะ ก็จะได้รูปว่า อวิชชา ที่แปลว่า ไม่มีความรู้ คือไม่รู้ ก็จะตรงกับคำว่า โง่ เขลา งมงาย ดักดาน สลึมสลือ ไม่รู้สึก อย่างนี้เรียกว่า อวิชชา

ความไม่รู้ คือไม่รู้อะไร ท่านก็บอกว่าไม่รู้ในเหตุทั้ง ประการคือ ไม่รู้ในอริยสัจ เช่น ไม่รู้เรื่องของทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ความดับทุกข์ วิธีดับทุกข์ ไม่รู้อดีต ไม่รู้ปัจจุบัน ไม่รู้อนาคต ไม่รู้เบื้องต้น ไม่รู้เบื้องปลายของชีวิต ที่จริงอวิชชามีความพิสดารมากเพราะว่าเป็นต้นเหตุของทุกข์ทั้งปวง พระพุทธองค์ปรารถนาอยู่ซึ่งความสิ้นไปแห่งอาสวะ เมื่อพระองค์ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็คือ ดับอวิชชาได้เด็ดขาดนั่นเอง

อิฏฺฐํ ธมฺมํ อนุปตฺโต พระองค์ทรงบรรลุธรรมที่พระองค์ทรงปรารถนาแล้ว นั้นก็คือ พระสัพพัญญุตญาณที่พระองค์ทรงปรารถนา พระองค์ก็บรรลุแล้ว นี้คือคำที่ท่านขยาย

ในบทสุดท้าย เป็นบทที่เรานำมาใช้เพื่อนอบน้อมองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาค อิทฺธิมนฺตํ นมามิหํ ข้าพเจ้าขอน้อมนมัสการพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น อิทฺธิมนฺตํ ผู้ประสบความสำเร็จแล้วอย่างสมบูรณ์ อิทฺธิ แปลว่า สำเร็จ เจริญ บางทีเราแปลว่า ฤทธิ์ ความสำเร็จสมบูรณ์แห่งสมบัติทั้งปวง จึงขอนมัสการพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้บรรลุพระสัพพัญญุตญาณโดยสมบูรณ์แล้ว

นี้คือ อิ อักษรเพียงหนึ่งตัวก็ขยายได้โดยสังเขปอย่างนี้ เมื่อขยายให้ยาวเป็นคาถาเพื่อเป็นการสวดภาวนา ก็จะได้ความว่า

อิฏฺโฐ สพฺพญฺญุตญญาณํ    อิจฺฉนฺโต อาสวกฺขยํ

อิฏฺฐํ ธมฺมํ อนุปตฺโต            อิทฺธิมนฺตํ นมามิหํ

พระผู้มีพระภาคพระองค์ใดทรงปรารถนาแล้วซึ่งสัพพัญญุตญาณ ทรงปรารถนาอยู่ซึ่งความสิ้นไปแห่งอาสวะ ทรงบรรลุสมบูรณ์แล้วซึ่งพระธรรมที่พระองค์ทรงปรารถนาแล้ว ข้าพเจ้าขอน้อมนมัสการพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้ทรงบรรลุสัพพัญญุตญาณโดยสมบูรณ์แล้ว

ถ้าเราภาวนาอยู่ตรงนี้ก็มีอุปเท่ห์ ผู้ใดภาวนาเป็นประจำก็จะป้องกันศาสตราวุธ เขี้ยวงู ตลอดจนไพรีก็คือโจรผู้ร้าย ข้าศึกศัตรูก็จะทำร้ายมิได้ เรียกกันว่า ยันต์เกราะเพชร ที่บรรดาเกจิอาจารย์ทั้งหลายนำมาปลุกเสกผ้าประเจียด ผ้ายันต์ ก็สวดคาถาบทนี้...

เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้.

 

วายาโมภิกขุ พิมพ์/ทาน

 

Comments

avatar สายธารธรรม
0
 
 
ได้ความรู้มากๆ เลยค่ะ ตรงกับที่ต้องการรับทราบพอดีเลย
ถ้านี่คือบทสังเขปของตัว "อิ" หนูขอความรู้ตัวที่เหลือด้วยได้ไหมคะ
และขออนุญาตนำเอาบางท่อนบางตอนไปเขียนลงหนังสือด้วยค่ะ

ขอบพระคุณล่วงหน้าค่ะ
B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Email (For verification & Replies)
URL
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
ยกเลิก
avatar Phanthakarn
0
 
 
ขอต้อนรับคุณ สายธารธรรม ด้วยความยินดียิ่ง ถือว่าเป็นคนแรกเลยก็ว่าได้ที่ อ่านแล้วตอบและทักทายกัน ดีใจจริงๆ เอาเป็นว่าเดี๋ยวให้ไฟล์เวิร์ดเรื่อง อิติปิโส อิ เป็นรางวัลแทนการขอบคุณนะ หากสนใจจะส่งให้ทางเมล์ และอีกอย่างเรื่องการขยายความตัว อิ จะขอความเมตตาพระเดชพระคุณอีกที เผื่อท่านใจดีขยายให้พิสดารกว่าเดิม ส่วนการนำไปเขียนลงหนังสือก็ไม่ว่ากัน ขอแค่บอกที่ไปที่มาให้หน่อย จะขอบคุณไม่น้อยเลย..

เจริญพร
วายาโมภิกขุ
B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Email (For verification & Replies)
URL
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
ยกเลิก
avatar สายธารธรรม
0
 
 
ขอบพระคุณมากเลยค่ะ คือ หนูทำงานทางด้านนิตยสารพระ แล้วทาง บก.
อยากได้ข้อมูลเกี่ยวกับ พระเกจิฯ หรือว่า ฆราวาส ที่สำเร็จ ตัว อิ ติ ปิ โส ประมาณนี้อ่ะค่ะ
หนูก้อไม่รู้เรื่องอะไรเลย บอกเป็นไกด์มาแค่ว่าคนที่สำเร็จ ตัว โส จะสามารถ เหาะเหินเดินอากาศได้
ส่วนเครดิตข้อมูล ต้องให้อยู่แล้วค่ะ นี่คือเว็บไซค์หนังสือที่หนูทำอยู่นะคะ

http://www.mongkolsoros.com

ขอบพระคุณมากค่ะ
B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Email (For verification & Replies)
URL
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
ยกเลิก
B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Email (For verification & Replies)
URL
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment

แก้ไขล่าสุด (วันอาทิตย์ที่ 05 กรกฏาคม 2009 เวลา 21:27 น.)